ประวัติความเป็นมาของชมพู่หวานเพชรบุรี

เยี่ยมชม (24)

เลขทะเบียน : ELOCAL-PBRU-IMAGE-PL05-01-30

ผู้สร้าง/เจ้าของ : เฉลิม เนตรศิริ

หมวดหมู่ : วิถีชีวิต | ภูมิปัญญาท้องถิ่น | การเกษตร

คำสำคัญ : ชมพู่เพชร

ภาษา : tha

ประเภท : Article (บทความ)

รูปแบบ : IMAGE / JPEG

สถานที่จัดเก็บ : https://localphetchaburi.net/e-local

วันที่สร้าง : 2021-03-03

วันที่เผยแพร่ : 2026-08-14

แหล่งที่มา :

- รัตนะ ต้าร์ พุ่มพวง. (2564). #ประวัติความเป็นมาของชมพู่หวานเพชรบุรี. สืบค้น 14 ก.ค. 2519 จาก https://www.facebook.com/groups/144342015631371/permalink/4027332433998957
- เฉลิม เนตรศิริ. (2525). ประวัติความเป็นมาของชมพู่หวานเพชรบุรี. นิตยสารชาวเกษตร. ปีที่ 2 (ฉบับที่ 15) สิงหาคม 2525. หน้า 3-15.

กรรมสิทธิ์ : ©สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี

ตัวระบุ



แชร์ไปที่ :

คำอธิบาย/รายละเอียด

          สำหรับประวัติความเป็นมาของชมพู่หวานเพชรบุรีนั้น นายจรัส เหมหิรัญ ปัจจุบันอายุ ๖๐ ปี บุตรชายคนเดียวของนายเชิดและนางหลิ่ม เหมหิรัญ ได้กรุณาเล่าเรื่องราวในอดีตของชมพู่เพชรให้ฟังว่า ผู้ที่นำกิ่งพันธุ์ชมพู่จากถิ่นอื่นเข้ามาปลูกที่จังหวัดเพชรบุรี เป็นคนแรกนั้นคือ นายหรั่ง แซ่โคว้ ซึ่งเป็นตาของนายจรัส เหมหิรัญ นายหรั่งเป็นจีนนอกเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ตั้งแต่ครั้งยังหนุ่มๆอยู่ ต่อมาได้ไปพำนักอยู่ที่ ตำบลหนองโสน อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เนื่องจากภรรยาคือนางอิ่ม ผ่องใส ยายของนายจรัส เหมหิรัญ มีภูมิลำเนาอยู่ที่นั่น
          นายหรั่ง แซ่โค้ว เกิดเมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๕ ถ้ามีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันจะมีอายุครบ ๑๔๐ ปีพอดี นายหรั่งจะมีชื่อจีนว่าอย่างไรนั้น คนรุ่นลูกรุ่นหลานไม่มีใครจดจำเอาไว้ แต่ที่เรียกกันว่านายหรั่ง ก็เพราะว่านายหรั่งมีรูปร่างสูงใหญ่ และมีผิวขาวคล้ายฝรั่ง นายหรั่งประกอบอาชีพค้าขายน้ำตาลทะนานหรือน้ำตาลเพชร ระหว่างเพชรบุรี-กรุงเทพฯ โดยบรรทุกเรือฉลอมใหญ่ซึ่งเป็นเรือใบเดินทะเล หัวท้ายงอนเรียว ตรงกลางป่องมีคนแจวหัว ๒ คน แจวท้าย ๑ คน คนแจวท้ายจะใช้เท้าคอยคัดหางเสือเรือไปด้วยในตัว เมื่อเรือแล่นออกจากแม่น้ำเพชรบุรี ออกปากอ่าวที่อำเภอบ้านแหลม ก็จะชักใบขึ้นรับลม ใบเรือบางลำก็จะมี ๕ ยืด บางลำก็มี ๖ ยืด และอุปกรณ์สำคัญสำหรับเรือฉลอมก็คือไม้ไผ่ลำยาว ที่ปลายไม้มีง่ามเหล็กสวมติดไว้สำหรับไว้ใช้ค้ำถ่อโซ่เหล็กและสมอเรือ ปัจจุบันคนรุ่นเราๆท่านๆ หมดโอกาสที่จะได้เห็นเรือฉลอมอีกแล้ว นอกจากจะฟังเพลงท่าฉลอมกับมหาชัยแก้เซ็งไปพลางๆ
นายหรั่งจะบรรทุกน้ำตาลไปขายที่ตลาดท่าเตียน-กรุงเทพฯ เป็นประจำ ถ้าเที่ยวไหนจำหน่ายที่กรุงเทพฯไม่หมด ก็จะเลยขึ้นไปจำหน่ายถึงนนทบุรี ปทุมธานี อยุธยา นครสวรรค์ การเดินทางแต่ละเที่ยวจะเวลาไม่น้อยกว่า ๑๕-๑๖ วัน จะเป็นวันใด เดือนใด ปีใด ไม่อาจจะทราบได้ นายหรั่งได้นำกิ่งชมพู่กลับมาด้วย แต่ไม่ทราบว่าไปเอามาจากสวนทางแถบไหน และก็ไม่ทราบอีกเหมือนกันว่านายหรั่งได้นำมาปลูกไว้ที่บ้าน ตำบลหนองโสน ตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะเมื่อบิดา (นายเชิด เหมหิรัญ เกิดปี พ.ศ.๒๔๒๕) แต่งงานกับมารดา (นางหลิ่ม เหมหิรัญ เกิดปี พ.ศ.๒๔๔๐) เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๘ นั้น นายหรั่งได้ปลูกชมพู่ไว้ที่บริเวณบ้าน ๒ ต้นแล้วคือ
          ต้นที่ ๑ ปลูกไว้ที่บ้านเดิมของนางอิ่ม ผ่องใส ภรรยาของนายหรั่ง อยู่ริมแม่น้ำเพชรบุรีฝั่งตะวันออก ตำบลหนองโสน ตรงข้ามกับวัดขุนตรา ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำเพชรบุรีฝั่งตะวันตก ต่อมาก็ได้ตกเป็นบ้านของนายเชิด เหมหิรัญ บุตรเขยคนที่ ๑ ของนายหรั่ง แซ่โคว้
          ต้นที่ ๒ ปลูกไว้ที่บ้านของนายหรั่ง ซึ่งสร้างขึ้นใหม่ แต่ก็อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน ต่อมาก็ได้ตกเป็นบ้านของนายบุตร เขียวเรือง บุตรเขยคนที่ ๒ ของนายหรั่ง แซ่โคว้
          ต้นที่ ๓ เข้าใจว่านายหรั่ง คงจะให้กิ่งพันธุ์แก่นายเริ่ม เริ่มคิดการ บ้านอยู่เหนือวัดขุนตราเยื้องกับวัดสิงห์ เพราะว่าภรรยาของนายเริ่มคือ นางแจ๋ มีศักดิ์ เป็นลูกพี่ของนางหลิ่ม เหมหิรัญ มารดาของนายจรัส เหมหิรัญ นางแจ๋มีบุตรชายชื่อ นายล่ำ เริ่มคิดการ ปัจจุบันอายุประมาณ ๗๐ ปีเศษ
ต้นที่ ๔ เนื่องจากนายล่ำ เริ่มคิดการ เคยช่วยนายแม้น แสนสุด ค้าน้ำตาลทะนานทางเรือฉลอม คงจะตอนกิ่งพันธุ์จากต้นที่นายหรั่งให้มารดาไว้ ไปให้แก่นายแม้น แสนสุด เอาไปปลูกที่บ้านคลองกระแซง ตำบลบ้านกุ่ม ริมแม่น้ำเพชรบุรีฝั่งตะวันออก
          ต้นที่ ๕ เข้าใจว่านายหรั่ง คงจะตอนกิ่งพันธุ์ จากต้นที่ปลูกไว้ที่บ้าน ให้แก่นายเปลี่ยน เปลี่ยนรูป ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นเด็กของนายหรั่ง บ้านของนายเปลี่ยน เปลี่ยนรูป อยู่ติดกับนายแม้น แสนสุด เพราะนายเปลี่ยน เปลี่ยนรูป กับนายแม้นแสนสุด เป็นคู่เขยกัน ภรรยาของนายเปลี่ยน เปลี่ยนรูปคือ นางจ้อน เปลี่ยนรูป (ประทะยศ) เป็นพี่สาวของนางทองสุก แสนสุด (ประทะยศ)
          สรุปแล้ว กิ่งพันธุ์ชมพู่ที่นายหรั่งได้นำมาปลูกครั้งแรก ที่ตำบลหนองโสน อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี มีอยู่เพียง ๓ กิ่งเท่านั้น ปัจจุบันทั้ง ๓ ต้น คงจะมีอายุไม่ต่ำกว่า ๗๐ ปีแล้ว
          สำหรับกิ่งพันธุ์ที่ได้มาจากสวนนั้นผู้เขียนสันนิษฐานว่า คงจะเป็นสวนจังหวัดธนบุรีมากกว่า เพราะสวนธนบุรีเป็นสวนชั้นดีมาแต่โบราณกาลแล้ว และการเดินทางขึ้นๆล่องๆระหว่างเพชรบุรี-กรุงเทพฯ ในสมัยเมื่อ ๗๐-๘๐ ปี ก่อนโน้นก็ต้องผ่านจังหวัดธนบุรีเป็นประจำอยู่แล้ว เพราะชาวเมืองเพชรแม่น้ำเพชรบุรีเป็นเส้นทางคมนาคมไปออกที่ปากอ่าวบ้านแหลม (อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี) แล้วแล่นใบออกทะเลมุ่งหน้าไปยังจังหวัดสมุทรสาครหรือมหาชัย โดยเข้าทางปากน้ำท่าจีน เมื่อถึงมหาชัยแล้วก็แยกเข้าคลองมหาชัย และจากคลองมหาชัยแยกเข้าคลองถาษีเจริญ จังหวัดธนบุรี ซึ่งในระยะทางช่วงนี้มีแต่สวนผลไม้ และเกือบทุกสวนต่างก็ปลูกชมพู่นาค ชมพู่กะหลาป๋า มาเป็นเวลานานแล้ว เมื่อออกจากคลองภาษีเจริญก็แยกเข้าคลองบางหลวงหรือมีอีกชื่อหนึ่งว่าคลองบางกอกใหญ่ จากนั้นก็มาออกแม่น้ำเจ้าพระยาตรงปากคลองบางหลวงบริเวณป้อมวิชัยประสิทธิ์ ก็ถึงตลาดท่าเตียน
ชื่อพันธุ์ ดังกล่าวแล้วว่า ชมพู่หวานเพชรบุรีนั้น ได้มีผู้นำกิ่งพันธุ์มาจากที่อื่น มาปลูกที่ริมฝั่งแม่น้ำเพชรบุรี เพียง ๓ กิ่งเท่านั้น และจาก ๓ กิ่ง ก็ได้ขยายแพร่พันธุ์ออกไปปลูกยังที่ต่างๆ จนแพร่หลายไปทั่วประเทศ แต่เป็นที่น่าประหลาดว่า เหตุใดจึงได้เกิดมีพันธุ์แปลกๆใหม่ๆขึ้นมาอีกหลายชื่อ เช่น เพชรสายรุ้ง เพชรเขียวเสวย เพชรสายน้ำผึ้ง ชมพู่เขียว เพชรน้ำหนึ่ง ทั้งนี้เข้าใจว่าผู้ที่ได้พันธุ์ไปปลูก คงจะทำนุบำรุงอย่างดี เมื่อมีการประกวดก็ตั้งชื่อพันธุ์เสียใหม่ แล้วส่งประกวด การตั้งชื่อก็ปราศจากหลักเกณฑ์ใดๆทั้งสิ้น ทำให้เกิดความยุ่งยากเข้าใจผิดและสับสนมากขึ้น
          หลังจากที่นายหรั่ง แซ่โค้ว ได้ปลูกชมพู่หวานเพชรบุรีจนออกผล แล้วก็ได้นำผลชมพู่ออกจำหน่าย แต่ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักกัน เพราะจำหน่ายอยู่ในวงแคบๆและต่อมานางหลิ่ม เหมหิรัญ ก็ได้นำชมพู่หวานเพชรบุรีลงเรือไปจำหน่ายที่ตลาดเพชรบุรีด้วยตนเองอีกหลายปี หลังจากนั้นคนก็ค่อยๆรู้จัก และนิยมซื้อกันมากขึ้น นายจรัส เหมหิรัญได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๔-๒๔๘๖ ซึ่งอยู่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ หรือที่คนไทยเรียกว่า สมัยญี่ปุ่นขึ้นนั้น ชมพู่เพชรราคาผลละ ๓ บาท จำหน่ายชมพู่เพชรได้เงินถึง ๓๐,๐๐๐ บาททีเดียว ซึ่งนับว่าเป็นรายได้ที่สูงมากสำหรับในสมัยนั้นถ้าเทียบกับราคากุ้งก้ากรามกุ้งนางตัวงามๆ เมื่อปีที่ญี่ปุ่นขึ้น ราคากิโลกรัมละ ๙๐ สตางค์ คนยังบ่นกันจนปากเปียกปากแฉะว่าแพง แพ้ง แพง แล้วเดี๋ยวนี้เป็นไง กิโลหนึ่งปาเข้าไปตั้ง ๒๐๐ บาท แพงขึ้นไปเกือบ ๒๐๐ เท่าแล้ว ก็ในเมื่อราคากุ้งมันแพงอย่างนี้ พอเห็นแม่ค้ากุ้งเรียกให้ซื้อ นอกจากจะไม่กล้าสบตากับแม่ค้าแล้ว ยังต้องทำเป็นใบ้พูดได้คำเดียวว่าแบ๊ะๆๆ
          และในระหว่างนั้น ก็ไม่มีการขยายพันธุ์ชมพู่กันเลย สำหรับนายแม้น แสนสุด และภรรยาคือ นางทองสุก แสนสุด ได้จำหน่ายผลชมพู่หวานเพชรบุรีอยู่เป็นเวลานานหลายปี จนกระทั่งถึงแก่กรรม โดยไม่ได้ขยายพันธุ์กันเลย หลังจากนั้นนางสาวทรัพย์ แสนสุด หรือ “แม่ทรัพย์ ชมพู่หวาน” บุตรสาวคนโต จึงเข้ารับช่วงจำหน่ายผลชมพู่หวานเพชรบุรี ต่อไปอีกนานหลายปี จนเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น ทั้งที่เพชรบุรี-กรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ นับว่าแม่ทรัพย์ ชมพู่หวาน เป็นผู้ที่ได้มีส่วนช่วยเผยแพร่ชมพู่หวานเพชรบุรี จนเป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศ
          และในสมัยที่แม่ทรัพย์ ชมพู่หวาน จำหน่ายชมพู่หวานอยู่ที่เพชรบุรี ก็ไม่ปรากฏว่าได้มีการขยายพันธุ์กันเพราะถ้ามีการปลูกกันมากขึ้นแล้ว ราคาของชมพู่จะตกลงทันที
          จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๔๙๕-๒๔๙๖ นายมี ดารากุล สองสามีภรรยาชาวบ้านกุ่ม ได้เพียรพยายามไปติดต่อ ขอซื้อกิ่งพันธุ์จากนางสาวทรัพย์ แสนสุด จนได้มา ๒ กิ่ง ในราคากิ่งละ ๑๐๐ บาท ซึ่งนับว่าเป็นราคาที่สูงมากสำหรับในสมัยเมื่อ ๓๐-๓๑ ปีก่อนโน้น
          หลังจากนั้นต่อมาอีก ๑๐ ปี คือ พ.ศ.๒๕๐๕ นายมี ดารากุล ก็ได้ขยายพันธุ์ออกไป ส่วนบุตรหลานของเจ้าของชมพู่เพชรที่ปลูกมาก่อน แต่ไม่ยอมขยายพันธุ์ ก็เริ่มขยายพันธุ์ปลูกใหม่ พร้อมกับจำน่ายกิ่งพันธุ์ไปด้วย เพราะในช่วงเวลานั้น คนเริ่มตื่นตัวสนใจชมพู่หวานเพชรบุรีกันมากขึ้นแล้ว เจ้าของต้นชมพู่ที่ไม่ขยายขายพันธุ์ให้แก่ใครๆ ก็รีบขยายพันธุ์กันเป็นการใหญ่ เพราะน้ำกำลังขึ้นต้องรีบตัก ฉะนั้นช่วงระยะเวลานั้นกิ่งพันธุ์ชมพู่เพชร จึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่าทีเดียว ดีกว่าขายผลชมพู่เป็นไหนๆ ต่อจากนั้นอีกไม่นานนัก แต่ละบ้านแต่ละช่องทั้งสองฟากฝั่งแม่น้ำเพชรบุรี ก็มีชมพู่หวานโผล่ขึ้นมาบ้านละต้น ๒ ต้น บ้านใครมีเนื้อที่มากก็ปลูกถึง ๒๐ ต้น สำหรับบ้านนายมี ดารากุล ชาวบ้านกุ่มคนแรกที่ได้พันธุ์ไปปลูกนั้น ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด ๑๐ ต้น
          แหล่งที่ปลูกชมพู่หวานเพชรบุรีในปัจจุบัน
                    ๑.แม่น้ำพชรบุรีฝั่งตะวันออก ปลูกที่บ้านสะพานยายนม ตำบลหนองโสน และที่บ้านฉาง ตำบลหนองโสน (พึ่งปลูกได้ ๕-๖ ปี)
                    ๒.แม่น้ำเพชรบุรีฝั่งตะวันตก ปลูกที่ตำบลบ้านกุ่ม ตั้งแต่หมู่ที่ ๑-๖
                    ๓.บริเวณริมแม่น้ำเพชรบุรี อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี
                    ๔.อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี
                    ๕.อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
                    ๖.อำเภอดำเนินสะวด จังหวัดราชบุรี
                    ๗.อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
                    ๘.อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
                    ๙.จังหวัดเชียงราย
          รสชาติและความหวาน ชมพู่เพชรที่ปลูกบริเวณท้องที่ตั้งแต่วัดชมพูพนถึงวัดบรรไดทองจะมีรสดีและหวานกรอบ เพราะน้ำทะเลขึ้นถึง ส่วนชมพู่เพชรที่ปลูกทางอำเภอบ้านลาด ท่ายาง ถึงแม้ว่าผลและผิวจะสวย แต่มีความหวานและกรอบน้อยสู้ทางหนองโสน บ้านกุ่มไม่ได้ ในปัจจุบันเฉพาะในเขตตำบลหนองโสนและบ้านกุ่ม ปลูกเพิ่มขึ้นประมาณ ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ ต้น และผลผลิตก็เริ่มออกสู่ตลาดบ้างแล้ว
          วิธีสังเกตว่า ชมพู่เพชรบุรีสุกได้ที่หรือแก่จัดหรือยังให้ดูที่ผิว ถ้าผิวยังเลี่ยมๆ สดๆ อาจจะหวานไม่สนิทหรือมีรสเปรี้ยวปน ถ้าผิวออกกร้านๆ มีจุดขาวประปราย เห็นสีและลวดลายสีชมพูขึ้นเป็นริ้วเป็นทาง แสดงว่าชมพู่แก่จัดแล้ว ถ้าลองรับประทานดูเนื้อจะกรอบ รสชาติจะหวานจัดจนน้ำเหนียวๆ ติดมือเลยทีเดียว
ไฟล์รูปภาพ
ELOCAL-PBRU-IMAGE-PL05-01-30/P-1
ที่มา : ขอบคุณภาพจากเฟสบุ๊ค "รัตนะ ต้าร์ พุ่มพวง" 3 มี.ค. 2564
ELOCAL-PBRU-IMAGE-PL05-01-30/P-2
ที่มา : ขอบคุณภาพจากเฟสบุ๊ค "รัตนะ ต้าร์ พุ่มพวง" 3 มี.ค. 2564
ELOCAL-PBRU-IMAGE-PL05-01-30/P-3
ที่มา : ขอบคุณภาพจากเฟสบุ๊ค "รัตนะ ต้าร์ พุ่มพวง" 3 มี.ค. 2564
ELOCAL-PBRU-IMAGE-PL05-01-30/P-4
ที่มา : ขอบคุณภาพจากเฟสบุ๊ค "รัตนะ ต้าร์ พุ่มพวง" 3 มี.ค. 2564
ELOCAL-PBRU-IMAGE-PL05-01-30/P-5
ที่มา : ขอบคุณภาพจากเฟสบุ๊ค "รัตนะ ต้าร์ พุ่มพวง" 3 มี.ค. 2564
ELOCAL-PBRU-IMAGE-PL05-01-30/P-6
ที่มา : ขอบคุณภาพจากเฟสบุ๊ค "รัตนะ ต้าร์ พุ่มพวง" 3 มี.ค. 2564
ELOCAL-PBRU-IMAGE-PL05-01-30/P-7
ที่มา : ขอบคุณภาพจากเฟสบุ๊ค "รัตนะ ต้าร์ พุ่มพวง" 3 มี.ค. 2564
ELOCAL-PBRU-IMAGE-PL05-01-30/P-8
ที่มา : ขอบคุณภาพจากเฟสบุ๊ค "รัตนะ ต้าร์ พุ่มพวง" 3 มี.ค. 2564

เงื่อนไขการใช้ข้อมูล

สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เป็นหน่วยงานสนับสนุนทรัพยกรการเรียนรู้เพื่อการศึกษา วิจัย ไม่แสวงหาผลกำไร - ใช้สำหรับการศึกษา ค้นคว้า และการวิจัยเท่านั้น
ข้อมูลติดต่อ

สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี

38 ม.8 ต.นาวุ้ง อ.เมือง จ.เพชรบุรี 76000

https://arit.pbru.ac.th

library_office@mail.pbru.ac.th

032-708609

www.facebook.com/LibArit

Library@Pbru


สถานที่ตั้ง

© 2026 สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี