โครงการโรงงานสกัดน้ำมันพืชและผลิตไบโอดีเซลครบวงจร
ความเป็นมา
นายแก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการพระราชวังได้เคยกล่าวไว้ในหนังสือ ‘72 ปี แก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการพระราชวัง’ ว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีรับสั่งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 ว่าค่ารถและน้ำมันจะแพง”
ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงมีพระราชดำริให้มีการพัฒนาพลังงานทดแทนในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้คนไทยสามารถพึ่งตัวเองได้ในด้านพลังงาน โดยเฉพาะการนำพืชผลการเกษตรมาผลิตเป็นพลังงานทดแทน อีกทั้งยังเป็นแนวทางหนึ่งเพื่อรองรับปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้ด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพัฒนาพลังงานทดแทนผ่านโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา มาตั้งแต่ พ.ศ.2522 โดยมีโครงการผลิตแก๊สชีวภาพ เอทานอล แก๊สโซฮอล์ รวมทั้งไบโอดีเซลล์จากน้ำมันปาล์มเพื่อใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลในชื่อ ‘การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล’
ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ได้เล่าถึงความเป็นมาของโครงการพลังงานทดแทนในครั้งนั้นว่า “เมื่อปี 2517 เกิดน้ำมันขาดแคลน ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทั่วโลก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชดำริว่าน่าจะมีลู่ทางที่จะค้นคว้าเอาทรัพยากรและพลังงานธรรมชาติที่มีอยู่แล้วมากมายในประเทศ มาใช้ทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากน้ำมันธรรมชาติ เพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์น้ำมันที่ประเทศชาติต้องเผชิญ พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้ผมเริ่มต้นและวิจัยค้นคว้าเรื่อยมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2517 การดำเนินการมีความยากลำบากและเสี่ยงภัยยิ่งเพราะขาดเงินทุนที่จะจัดหาวัสดุเคมี อุปกรณ์ เครื่องวัด และอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัย”
การพัฒนาพลังงานทดแทนเริ่มอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงตรวจเยี่ยมโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ใน พ.ศ. 2528 ทรงมีพระราชดำรัสให้ศึกษาการผลิตเอทานนอลจากอ้อย เพราะอนาคตอาจเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันและราคาอ้อยตกต่ำ การแปรรูปอ้อยเป็นเอทานอลจะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้ โรงแอลกอฮอล์จึงได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ.2529 เป็นต้นมา
ประมาณปี พ.ศ. 2542 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้คณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ทำการวิจัยและพัฒนาโรงงานผลิตไบโอดีเซลขนาดเล็กตามพระราชดำริจากน้ำมันปาล์มทั้งที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองนราธิวาสและที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ซึ่งเป็นโรงงานต้นแบบ
วันที่ 16 กรกฎาคม 2548 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริและโปรดฯ ให้คณะนักวิจัยโครงการไบโอดีเซลจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เข้าเฝ้าโดยทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชดำริเป็นการด่วนให้ปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ปลูกป่าชัยพัฒนา-แม่ฟ้าหลวง แล้วให้สร้างโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มผลิตไบโอดีเซลขนาดเล็กขึ้น
พระราชดำริ
“...ถ้าน้ำมันเชื้อเพลิงหมดแล้ว ก็ใช้เชื้อเพลิงอย่างอื่นได้ มี แต่ต้องขยัน หาวิธีที่ทำให้เชื้อเพลิงเกิดใหม่ เชื้อเพลิงที่เรียกว่าน้ำมันมันจะหมด ภายในไม่กี่ปีหรือไม่กี่สิบปีก็หมด... ก็ไมได้ทำเชื้อเพลิงทดแทน เราก็เดือดร้อน...”
“...ถ้าอย่างไรเราก็ใช้น้ำมันปาล์มของเราเอง คนอื่นอาจจะไม่ได้ใช้ เพราะไม่มี แต่ว่าเรามีเพราะเราขวนขายหาวิธีที่จะทำเชื้อเพลิงทดแทนได้ ถ้าไม่ได้ทำเชื้อเพลิงทดแทน เราก็เดือดร้อน เราก็เป็นห่วง แต่เราไม่ต้องเป็นห่วง ถ้าคนอื่นเขาไม่ทำ เขาอาจไม่มีน้ำมันไบโอดีเซลใช้ แต่ว่าเรามี เราคือข้าพเจ้าทำเอง คนอื่นอาจจะไม่มีก็ไม่เป็นไร ต้องเห็นแก่ตัว แต่ละคนก็เห็นแก่ตัว เพราะแต่ละคนต้องพยายามที่จะหาพลังงานทดแทน...”
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิตฯ วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2548
พื้นที่ดำเนินการ
พื้นที่ปลูกป่าชัยพัฒนา – แม่ฟ้าหลวง ตำบลไร่ใหม่พัฒนา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำนวนประมาณ 300 ไร่ ในความรับผิดชอบของมูลนิธิชัยพัฒนา
การดำเนินงานสนองพระราชดำริ
มีการบูรณาการกับหลายหน่วยงานเพื่อสนองพระราชดำริ โดยกรมพัฒนาที่ดินทำการปลูกปาล์มน้ำมันและสบู่ดำ 300 ไร่ มหาวิทยาลัยศิลปากร ทดลองวิจัยปลูกต้นทานตะวัน กรมทหารช่าง กองทัพไทย ทำการก่อสร้างถนน อาคาร และระบบสาธารณูปโภค มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ออกแบบ สร้างและติดตั้งเครื่องจักรโรงงานสกัดน้ำมันพืชและผลิตไบโอดีเซล และบริษัท ปตท. (มหาชน) ทำการออกแบบก่อสร้างสถานีจ่ายน้ำมันไบโอดีเซล ทุกหน่วยงานร่วมกันดำเนินการจนแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม 2549 โดยใช้เวลาเพียง 6 เดือนเท่านั้น
ผลการดำเนินงาน
ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2549 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จเป็นการส่วนพระองค์มาเปิดโครงการโรงงานสกัดน้ำมันพืชและผลิตไบโอดีเซลครบวงจร ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่โครงการปลูกป่าชัยพัฒนา-แม่ฟ้าหลวง พื้นที่ทั้งหมด 4,794 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่สองจังหวัด คือ พื้นที่ ตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และตำบลไร่ใหม่พัฒนา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
ทรงกดปุ่มเครื่องจักรไล่สกัดน้ำมันปาล์มและผลิตไบโอดีเซล พร้อมทั้งเติมน้ำมันไบโอดีเซลเป็นปฐมฤกษ์แก่รถของมูลนิธิชัยพัฒนา และทรงพอพระทัยมากที่โรงงานแห่งนี้ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จตามกำหนด 6 เดือนที่ตั้งเป้าหมายไว้ พระองค์ประทับยืนอยู่บริเวณด้านหน้าโรงงานซึ่งเป็นที่สูงและทอดพระเนตรโรงงานทรงแย้มพระสรวลและทรงถ่ายภาพโรงงานและมีพระราชดำรัสว่า “โรงงานและสวนปาล์มน้ำมันแห่งนี้จะเป็นตัวอย่างด้านพลังงานทดแทนให้กับชุมชนและเกษตรกรรายย่อยต่อไป”
นับถึงปัจจุบันโครงการสกัดน้ำมันพืชและผลิตไบโอดีเซลครบวงจรแห่งนี้ ความรู้ด้านพลังงานทดแทน โดยแต่ละปีมีผู้ให้ความสนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้และเข้าศึกษาดูงานเป็นจำนวนมาก ทั้งคนไทยและต่างประเทศ ทั้งยังผลิตบุคลากรที่สามารถรับประกันได้ว่าเป็นผู้มีความรู้ด้านกระบวนการผลิตไบโอดีเซลให้กับประเทศไทยได้อย่างแท้จริง สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การจัดตั้งขึ้นอย่างสมบูรณ์