โครงการช่างหัวมัน อันเนื่องมากจากพระราชดำริ

โครงการชั่งหัวมันในพระราชดำริเป็นโครงการพระราชดำริ แห่งล่าสุดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เริ่มงานโครงการขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 2552 มีพื้นที่ครอบคลุมกว่า 250 ไร่ ในเขตอำเภอท่ายางจังหวัดเพชรบุรีและพื้นที่ใกล้เคียงในปัจจุบันโครงการชั่งหัวมันได้ทำการศึกษาและปลูกพืชพื้นเมืองและทำปศุสัตว์หลากหลายชนิด เพื่อเป็นต้นแบบให้เกษตรกรในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงหลายคนคงสงสัยว่าชั่งหัวมันคืออะไร ซึ่งชื่อนี้เป็นชื่อพระราชทานจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีที่มาของชื่อนี้ว่าขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประทับอยู่ที่พระราชวังไกลกังวลได้ราษฎรมาถวายหัวมันให้แก่พระองค์ท่าน พระองค์ท่านจึงได้รับสั่งให้ข้าราชบริพานวางหัวมันนี้ไว้บนตาชั่งโบราณ ที่วางอยู่ในบริเวณพระราชวังไกลกังวล และหลังจากนั้นพระองค์ท่านจึงได้เสด็จมาที่กรุงเทพฯเป็นระยะเวลาหนึ่ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกลับมายังพระราชวังไกลกังวลและทอดพระเนตรไปยังตาชั่งโบราณที่มีหัวมันวางอยู่ กลับเห็นว่าหัวมันนั้นกับงอกใบงอกร่างได้แม้ไม่นำลงดิน จึงมีพระราชดำริว่า “ขนาดหัวมันที่วางเฉยๆในอากาศมันยังงอกปลายงอกรากได้ขนาดนี้แล้วนับประสาอะไรกับการนำไปปลูกลงดินแม้ว่าจะเป็นที่แห้งแล้งที่สุดจะต้องเติบโตได้อย่างแน่นอน” จึงเป็นที่มาของชื่อโครงการชั่งหัวมันในพระราชดำริ พระองค์ท่านยังได้พระราชทานหัวมันเทศหัวนั้นมาปลูกไว้ในบริเวณโครงการอีกด้วยโครงการชั่งหัวมันนี้เปรียบเสมือนไร่ของพ่อ ซึ่งพระองค์ท่านได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ในการซื้อที่ดินมากกว่า250 ไร่ ในอำเภอท่ายางจังหวัดเพชรบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งพื้นที่นี้ถือได้ว่าเป็นพื้นที่ที่แห้งแล้งที่สุดในจังหวัดเพชรบุรีที่ดินเกือบทั้งหมดมีสภาพเสื่อมโทรม อีกทั้งพื้นที่นี้อยู่บริเวณหลังเขาทำให้มีฝนตกน้อย พระองค์ท่านจึงได้มีพระราชดำริที่จะพลิกฟื้นให้พื้นดินที่แห้งแล้งที่สุดแห่งนี้ ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์สามารถกลับมาทำการเกษตรได้ เพื่อเป็นต้นแบบให้เกษตรกรให้มาทำการศึกษา โดยยึดหลักเกษตรพอเพียงและเกษตรอินทรีย์ร่วมกับการประยุกต์ใช้แนวคิดเกษตรอุตสาหกรรมมาใช้ในโครงการชั่งหัวมันนี้อีกด้วย คือการทำการเกษตรโดยคำนึงถึงความต้องการของตลาดและปรับปรุงระบบการจัดการผลผลิตที่มีประสิทธิภาพมีการวางแผนการผลิตเพื่อสามารถคาดการณ์ผลผลิตและรับมือกับปัญหาในอนาคตได้โครงการชั่งหัวมันนอกจากนักวิจัยที่มาจากองค์กรต่างๆที่มาช่วยการศึกษาวิจัยแล้ว กำลังสำคัญที่ขาดไม่ได้คือเกษตรกรในพื้นที่ ที่เข้ามาช่วยปรับปรุงพื้นที่เพื่อการเกษตรและดูงานในโครงการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป จนก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันระหว่างความรู้วิชาการของนักวิจัยและภูมิปัญญาท้องถิ่นของเกษตรกร ซึ่งเมื่อนำมาผสมผสานกันทำให้ก่อเกิดเป็นองค์ความรู้ทางการเกษตรที่ยั่งยืน จากการร่วมมือของนักวิชาการและเกษตรกรในพื้นที่ จึงทำให้โครงการชั่งหัวมันนั้นสามารถทำการเกษตรและปศุสัตว์ได้หลากหลาย ซึ่งผลผลิตทั้งหมดของโครงการจะจัดจำหน่ายในร้านโกลเด้นเพลสทุกสาขา นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบชลประทานและระบบไฟฟ้าในพื้นที่โครงการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยพัฒนาอ่างเก็บน้ำหนองเสือซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำหลักของโครงการให้สามารถจุน้ำได้ถึง 280,000 ลูกบาศก์เมตร ติดตั้งระบบกระจายน้ำไปหล่อเลี้ยงเพาะปลูกพืชและปศุสัตว์และติดตั้งระบบพลังงานทดแทนอย่างกังหันลมและแผงโซล่าเซลล์ เพื่อเพิ่มเสถียรภาพพลังงานในพื้นที่โครงการและบริเวณใกล้เคียงอีกทั้งสามารถจ่ายไฟคืนแก่การไฟฟ้าได้อีกด้วยจากการดำเนินงานของโครงการชั่งหัวมันได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าแม้พื้นที่ที่ยากที่สุดในการทำการเกษตรสามารถกลับมาสู่ความอุดมสมบูรณ์ได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วและเป็นต้นแบบทางการเกษตรให้แก่เกษตรกรในประเทศไทยก็เพราะด้วยความร่วมมือกันระหว่างคนในพื้นที่และองค์กรต่างๆที่ช่วยกันทำให้โครงการชั่งหัวมันในพระราชดำริเป็นโครงการต้นแบบของเกษตรกรในประเทศไทยให้มาศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้ทางการเกษตรเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราชาวไทย