ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

          ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริตั้งอยู่ในเขตพื้นที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี แต่เดิมพื้นที่แห่งนี้เป็นผืนป่าขนาดใหญ่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมีพืชพรรณไม้และสัตว์ป่านานาชนิด โดยเฉพาะเนื้อทรายเป็นสัตว์ประจำถิ่นอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และลงมากินน้ำในลำห้วย จึงได้ชื่อว่า “ห้วยทราย”
          เมื่อกาลเวลาผ่านไป ประกอบกับมีการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น ราษฎรได้เข้ามาบุกรุกแผ้วถางป่าเพื่อประกอบอาชีพทางการเกษตร มีการใช้สารเคมีเกินความจำเป็น ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่มากขึ้นเป็นลำดับทำให้ธรรมชาติขาดความสมดุล เกิดความแห้งแล้ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล จนมีลักษณะเป็นพื้นที่อับฝนแต่หากเมื่อฝนตกจะตกหนักประกอบกับมีลมพัดแรง จึงเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการชะล้างพังทลายของหน้าดิน
          เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2526 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ ทรงมีพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า … “พื้นที่นี้มีความเสื่อมโทรม ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกรงว่าหากปล่อยทิ้งไว้จะกลายเป็นทะเลทรายใน ”พระองค์มีพระราชดำริให้จัดตั้ง “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ขึ้นเพื่อศึกษารูปแบบการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรอย่างเหมาะสมหญ้าแฝก เป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูดินที่เสื่อมโทรมและยังช่วยยึดเกาะป้องกันการพังทลายของหน้าดินและกักเก็บความชุ่มชื้น
          นอกจากนั้นศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายยังได้ส่งเสริมให้ราษฎรบำรุงรักษาดินอย่างถูกวิธี เพื่อปรับพื้นที่สำหรับการเพาะปลูกน้ำ เป็นปัจจัยหลักในการดำเนินชีวิต และระบบอ่างพวง เป็นทฤษฎีใหม่ที่หล่อเลี้ยงพื้นที่ทำกินของเกษตรกร การส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่นอกพื้นที่ มาเติมอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กในโครงการและบริหารระบบเครือข่ายอ่างเก็บน้ำให้ไหลรินอย่างไม่ขาดสายระบบภูเขาป่าหรือป่าเปียก เป็นหนึ่งในพพระราชดำริที่สร้างความเจริญงอกงามให้ผืนป่า ด้วยการสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำด้านล่างขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของภูเขาจากนั้นปล่อยน้ำให้กระจายลงมา สร้างความชุ่มชื้นแก่พื้นที่ป่าด้านล่างพื้นที่แห้งแล้งเสื่อมโทรม แข็งเป็นดินดานของห้วยทราย
          ในวันนั้นกลายเป็นผืนไม้เขียวขจีและกำลังปรับสภาพของตนเองกลับไปเป็นป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์เหมือนอย่างที่เป็นมาในอดีตผืนดินกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้งชาวบ้านมีความรู้ในการทำการเกษตรมากขึ้น ส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถเลี้ยงดูครอบครัวอย่างยั่งยืนในอนาคตนับเป็นแสงแห่งพระบารมีส่องสว่างกลางใจปวงชนชาวไไทยตราบนิรันดร