ปืนใหญ่

รูปภาพ
          ปืนใหญ่ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี มีทั้งสิ้น ๒๖ กระบอก แบ่งเป็น​ ปืนหล่อแบบไทย ๑๓ กระบอก ปืนใหญ่แบบฝรั่งชนิดยาว ๗ กระบอก และปืนใหญ่แบบฝรั่งชนิดสั้น ๖ กระบอก ซึ่งมีขึ้นในสมัย รัชกาลที่ ๓ จำนวน ๒ กระบอก โดย เจ้าพระยารักษาพระศาสนา และเจ้าพระยาสัมมาฐิติสร้างขึ้นเพื่อรักษาพระพุทธศาสนาแล้วแจกไปตามหัวเมืองต่าง ๆ มาตกที่เมืองเพชรหลายกระบอก แต่มีอยู่ ๒ กระบอก ในมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ที่อยู่บริเวณหอพัก กับบริเวณโรงเรียนสาธิต ยังไม่พบหลักฐานตัวครุภัณฑ์  ส่วนปืนใหญ่ที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าอาคาร ๓ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ  และหน้าอาคาร ๑ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  กระบอกปืนยังมีตัวเลขปรากฏอยู่
          ปืนใหญ่ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี มีทั้งสิ้น ๒๖ กระบอก แบ่งเป็น​ ปืนหล่อแบบไทย ๑๓ กระบอก ปืนใหญ่แบบฝรั่งชนิดยาว ๗ กระบอก และปืนใหญ่แบบฝรั่งชนิดสั้น ๖ กระบอก ซึ่งมีขึ้นในสมัย รัชกาลที่ ๓ จำนวน ๒ กระบอก โดย เจ้าพระยารักษาพระศาสนา และเจ้าพระยาสัมมาฐิติสร้างขึ้นเพื่อรักษาพระพุทธศาสนาแล้วแจกไปตามหัวเมืองต่าง ๆ มาตกที่เมืองเพชรหลายกระบอก แต่มีอยู่ ๒ กระบอก ในมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ที่อยู่บริเวณหอพัก กับบริเวณโรงเรียนสาธิต ยังไม่พบหลักฐานตัวครุภัณฑ์  ส่วนปืนใหญ่ที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าอาคาร ๓ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ  และหน้าอาคาร ๑ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  กระบอกปืนยังมีตัวเลขปรากฏอยู่
          ปืนเหล่านี้ อาจารย์เสยย์​ เกิดเจริญ และอาจารย์ล้อม เพ็งแก้ว​ ได้ให้นักเรียนฝึกหัดครูวัยรุ่นชายฉกรรจ์ช่วยกันขนย้ายมาจากท่าดับเพลิงริมฝั่งแม่น้ำเพชรบุรีด้านตะวันตก​ ​ในสมัยอาจารย์พะนอม แก้วกำเนิด เป็นครูใหญ่ ราวปี​ พ.ศ. ๒๕๐๖-๒๕๑๐ ครั้งนั้นได้มีการสอบถามไปยังศาลากลางจังหวัด​ ทางนั้นบอกว่าเอาไปเถอะเพราะไม่มีทะเบียนคุมอะไรเลย​ ทั้งครูและศิษย์จึงได้ขนปืนขึ้นรถบรรทุกโรงเรียนฝึกหัดครูเพชรบุรีกันอุตลุด​ อ.สวัสดิ์​ เรืองศรี​ บ่นอุบว่าขนปืนเอวครากไปเลย ปืนที่ขนมามีทั้งหมด​ ๑๖ กระบอก​ จากจำนวน​ ๑๘​ กระบอก​ เพราะทางเจ้าหน้าที่ดับเพลิงขอไว้ผูกเรือสองกระบอก​ ปืนเหล่านี้กองถมกันอยู่ริมตลิ่ง แม่น้ำเพชรบุรี ต่อมาไปได้เพิ่มมาจากวงเวียนถนนเพชรเกษมเก่าทางไปบ้านลาดและศาลากลางอีก​ ปืนพวกนี้ปักลงดินทำเป็นวงเวียนเอาไว้ นับเป็นเรื่องเหมาะเจาะ เมื่อนับปืนใหญ่เหล่านี้ พบว่ามีทั้งสิ้น ๒๖ กระบอก แบ่งเป็น​ ๑) ปืนหล่อแบบไทย ๑๓ กระบอก ๒) ปืนใหญ่แบบฝรั่งชนิดยาว ๗ กระบอก และ ๓) ปืนใหญ่แบบฝรั่งชนิดสั้น 6 กระบอก
          จะกล่าวถึง​ปืนใหญ่แบบไทยที่มีอยู่​ ๑๓ กระบอก​  ปืนชุดนี้เป็นปืนหล่อในสมัยรัชกาลที่​ ๓​ เหตุที่ทราบเพราะทั้งหมดมีขนาดไล่เลี่ยกัน​ คือยาวประมาณ​ ๑๙๐  ซม.​ กว้างรวมหูปืน​ ๓๕​ ซม.​ และมีรูปทรงตลอดจนการประดับลายแบบเดียวกัน​  และที่สำคัญคือ​ พบการตอกลายเป็นคร่ำเงินระบุชื่อปืนด้วยอักษรไทยย่อกำกับไว้ทุกกระบอก​ บ้างชัด​ บ้างเลือน​ แต่ที่อ่านออกรู้เรื่อง​ อ่านได้ว่า​ "รักษาพระศาสนา"   กับ​ "ขัะตะวิภัง" อันว่าปืนชุด ที่ชื่อว่ารักษาพระศาสนานี้ หล่อขึ้นมาเป็นจำนวนมากในสมัยรัชกาลที่ ๓ มีปืนที่ตั้งชื่อคู่กันคือ สัมมาทิฏฐิ รวมเป็น​ ปืนรักษาพระศาสนา​ และปืนสัมมาทิฏฐิ ซึ่งปืนทั้ง ๒ ชุดนี้มีปืนขนาดใหญ่ที่ เป็น หัวหน้าของปืนแต่ละชุด ชื่อว่าเจ้าพระยารักษาพระศาสนาและเจ้าพระยาสัมมาทิฏฐิ ปัจจุบันยังเก็บรักษาเอาไว้ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ปืนรักษาพระศาสนาและปืนสัมมาทิฏฐิคงจะได้หล่อเอาไว้เป็นจำนวนมากและแจกจ่ายไปยังหัวเมืองต่างๆสำหรับการรักษาป้องกันเมืองเหล่านั้น ที่ตกมาอยู่เมืองเพชรบุรีก็คงจะเป็นส่วนหนึ่ง ถ้าเทียบกันระหว่างปืนไทยที่อยู่ในชุด รักษาพระศาสนา​กับปืนฝรั่งที่วางอยู่คู่กัน​ จะเห็นว่าปืนไทยนั้น หล่อด้วยความประณีตและมีการตกแต่งที่วิจิตรบรรจงมากกว่า เพราะนอกจากจะมีการตอกคร่ำเงินเพื่อระบุชื่อปืน​ และน้ำหนักของดินปืนที่ใช้แล้ว​ ยังมีการตอกคร่ำในส่วนท้ายปืนเป็นลายเครือเถาดอกไม้และกลีบบัวประดับดุมปืน​  นอกจากนี้บริเวณรูใส่สายชนวนยังได้หล่อเป็นรูปซุ้มเรือนแก้ว​ ส่วนกลางกระบอกตรงหูปืนก็ทำลูกแก้วขั้นเอาไว้อย่างประณีตด้วย
          สำหรับปืน​ ขัะตะวิภัง  นั้น​ ยังไม่ทราบที่มา​ แต่พิจารณาจากรูปทรงและลายประดับแล้วก็น่าจะเป็นปืนที่หล่อขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ เช่นเดียวกัน ขัะตะ​ คือ​  เขต แปลว่า​ เขต แดน​  วิภัง​ คือ​ วิภังค์​ แปลว่า​ แยก​ จำแนก ขัะตะวิภัง​ น่าจะหมายถึง​ ปืนที่มีอำนาจในการศึกสำหรับแยกเขตแดน​ ประมาณนี้

Copyright © 2022 เว็บไซต์ศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาราชภัฏเพชรบุรี