พระครูวิบูลวชิรสาร (ทุเรียน ฐิริสาโร)
ปริญญา
ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาศิลปศาสตร์ สายศิลปกรรมและศิลปประยุกต์ โปรแกรมวิชาศิลปกรรม ปี พ.ศ. ๒๕๔๐
สมณศักดิ์
พระครูวิบูลวชิรสาร ฉายา ฐิติสาโร เจ้าคณะตำบลบ้านแหลม อำเภอบ้านแหลม อายุ ๘๗ ปี พรรษา ๖๗ ปี
สถานภาพเดิม
ชื่อ ทุเรียน แซ่เอียว เกิดวันที่ ๑ กันยายน ๒๔๕๓ บิดาชื่อ นายหลาย แซ่เอียว มารดาชื่อนางเอี่ยม แซ่เอียว ภูมิลำเนาเดิมอยู่ ณ หมู่ที่ ๘ ตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เมื่ออายุ ๒๐ ปี ได้ทำการอุปสมบทที่วัดศีรษะคาม ตำบลบ้านแหลม อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี
ประวัติการศึกษา
ในด้านการศึกษา พระครูวิบูลวชิสารมีความมานะพยายามอย่างยิ่ง โดยท่านศึกษาด้วยตนเอง ครั้นเมื่ออุปสมบทแล้ว ก็เดินทางไปสอบนักธรรมในสนามหลวง ได้นักธรรมตรี เมื่อพ.ศ. ๒๔๗๒ งานฝีมือเชิงช่าง จะศึกษาและแสวงหาด้วยตนเองโดยเป็นศิษย์ในนามของพระเดชพระคุณพระเทพวงศาจารย์ อดีตเจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งได้รับเมตตาให้คำแนะนำ ปรึกษา เรียกใช้ในงานช่างและงานฝีมือ
ประวัติการทำงาน
ผลงานด้านส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมมรดกไทยทางพระพุทธศาสนา งานสถาปัตยกรรมไทยที่เป็นเอกลักษณ์และคุณวิเศษเฉพาะตัว
พระเดชพระคุณ พระครูวิบูลวชิรสารมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการออกแบบคำนวณจัดสร้างถาวรวัตถุ โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ฯลฯ ซึ่งเป็นงานสถาปัตยกรรมไทยทั่ว ๆ ไปแล้ว ท่านยังมีคุณวิเศษเฉพาะตัวอันดับเกลักษณ์ของช่างเมืองเพชร คือ การสร้างเมรุและโกศ เป็นช่างเอกประจำเมืองเพชร ในปัจจุบันซึ่งมีน้อยมาก ส่วนใหญ่ท่านจะออกแบบกำกับ ควบคุมการก่อสร้างเมรุและโกศหลายงานในอำเภอบ้านแหลม แต่ท่านไม่ได้เก็บหลักฐานต่างๆ ไว้เท่าที่เหลืออยู่คงเป็นเพราะชาววัดลักษณารามเก็บเป็นของสำคัญคู่วัด เช่น ภาพเมรุและโกศศพที่สร้างขึ้นเพื่อพระราชทานเพลิงศพพระครูสมุทรคุณาธาร (มินทร์ สุเมธโส)
อดีตเจ้าคณะอำเภอและอดีตเจ้าอาวาสวัดลักษณารามเป็นเมรุที่สวยงามที่สุดหลังหนึ่งของจังหวัดเพชรบุรี ตั้งที่วัดลักษณาราม เมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๐๔ เป็นที่กล่าวขวัญกันอย่างมาก เพราะสูงถึง ๑๑ วา
ควบคู่กับเมรุ คือ โกศศพ เป็นงานศิลปชั้นหนึ่งโดยแท้ เพราะพระเดชพระคุณได้สร้างเป็นมรดกคู่กับวัดลักษณาราม คือ ออกแบบจัดสร้างโกศศพเป็นลักษณะกลมด้วยไม้เนื้อแข็ง ซึ่งปัจจุบันจังหวัดเพชรบุรีมีโกศศพกลมลักษณะดังกล่าวเพียงใบเดียวลักษณะการจัดโกศจะจัดโต๊ะหมู่เป็นรูปแหแล้วนำโกศขึ้นตั้งโต๊ะบนสุด และยังสามารถออกแบบโกศเหลี่ยมได้ด้วย
สถาปัตยกรรมไทย ที่ทำให้พระเดชพระคุณ พระครูวิบูลวชิรสาร ได้รับการกล่าวขานและยอมรับในผลงานว่าเป็นช่างเอกที่สืบสกุลช่างเมืองเพซร เป็นหนึ่งเดียวที่มีอยู่คือ การสร้างเมรุ ๕ ยอด ในงานพระราชทานเพลิงศพพระเทพวงศาจารย์ อดีตเจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรี และอดีตเจ้าอาวาสวัดยาง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๓๐ เป็นเมรุที่สวยงามที่สุด สูงใหญ่ที่สุด สูงถึง ๑๕ วา
ในงานพระราชทจนเพลิงศพครั้งนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินแทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระครูประสิทธิ์วชิรสาร เจ้าอาวาสวัดยาง ได้ทูลว่า พระครูวิบูลวชิรสาร เป็นผู้ออกแบบคำนวณ ควบคุมและอำนวยการก่อสร้างเมรูหลังนี้เป็นที่กล่าวขาน ชื่นชมแก่ผู้มาร่วมงาน และเป็นผลงานที่ประกาศเกียรติศักดิ์ของช่างเมรุเมืองเพชรเป็นอย่างสูงยิ่ง
ผลงานด้านศิลปะการออกแบบ จัดสร้างและแกะสลัก
งานศิลปกรรมอื่น ๆ นอกจากออกแบบ ก่อสร้าง งานสถาปัตยกรรมไทยดังที่บรรยายแล้ว พระเดชพระคุณ พระครูวิบูลวชิรสารยังมีความสามารถด้านออกแบบอื่น ๆ เช่น
- ออกแบบ จัดสร้าง แกะสลัก เรื่อสุพรรณหงส์ยาวประมาณ ๒๐ เมตร กว้าง ๑๑/๖ เมตร เป็นโครงไม้ แกะสลักตามลักษณะเรือสุพรรณหงส์เพื่อใช้แห่เรือบก ในพิธีถวายช้างสำคัญของจังหวัดเพชรบุรี นอกจากจะสวยงามอ่อนช้อยยังมีเครื่องผ่อนแรงสมกับการประยุกต์ของพระเดชพระคุณท่านเรือสุพรรณหงส์ลำนี้ได้มอบให้วิทยาลัยครูเก็บรักษา
- ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างเสือที่สร้างจากฟางข้าวเพื่อให้ลูกเสือชาวบ้านรอดเข้าทางปากออกทางหาง ท่านก็ทำให้ฟางข้าวกลายเป็นเสือใหญ่ที่สวยสง่าและใช้ประโยชน์ได้
- พระเดชพระคุณ พระครูวิบูลวชิรสารทำสิ่งใดแล้ว ต้องดี ต้องสวย ต้องเป็นหนึ่งแม้แต่งานฟื้นฟูประเพณีสงกรานต์ ท่านจัดเป็นประเพณีในการสรงน้ำพระรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ นอกจากสร้างวิญญาณของความเป็นไทย ท่านยังจัดให้มีขบวนแห่สงกรานต์ตามแบบไทยโบราณ มีสัตว์นามปีของแต่ละปีที่ท่านออกแบบ ปั้นอย่างใหญ่โต สมจริง สวยงามใช้ประโยชน์ได้ และเป็นที่กล่าวขวัญของคนเมืองเพชรเกี่ยวกับขบวนแห่สงกรานต์เพราะขบวนแห่ของวัดลักษณารามจะเป็นที่หนึ่งมาตลอด
- ออกแบบการสร้างศาลาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชินีนาถในโอกาสฉลองครบรอบ ๖๐ พรรษา ด้วยงบประมาณ ๘ ล้านบาท ซึ่งทำพิธีเปิด และฉลองไปเมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๓๘
ประสบการณ์ในการทำงาน และประกาศเกียรติคุณที่ได้รับ
งานปกครองฝ่ายสงฆ์
พ.ศ.๒๕๐๑ เป็นเจ้าอาวาสวัดลักษณาราม
พ.ศ.๒๕๐๑ ปฏิบัติหน้าที่แทนเจ้าคณะอำเภอบ้านแหลม
พ.ศ.๒๕๐๔ เป็นพระอุปัชฌาย์
พ.ศ.๒๕๐๗ เป็นเจ้าคณะตำบลบ้านแหลม
พ.ศ.๒๕๒๐ เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าคณะตำบลชั้นเอก
งานการศึกษาฝ่ายสงฆ์
พ.ศ.๒๔๘๐ เป็นพระครูสอนปริยัติธรรม
พ.ศ.๒๔๘๕ เป็นกรรมการสอบธรรมสนามหลวง แผนกธรรม
พ.ศ.๒๔๘๗ เป็นกรรมการสงฆ์องค์การศึกษาอำเภอบ้านแหลม
พ.ศ.๒๔๘๘ เป็นผู้ออกแบบ ควบคุมการก่อสร้างโรงเรียนพระปริย์ติธรรม ๑ ชั้น ของวัดลักษณาราม
พ.ศ.๒๔๘๙ เป็นกรรมการตรวจธรรมสนามหลวง
พ.ศ.๒๕๐๑ เป็นเจ้าสำนักเรียนพระปริยัติธรรม วัดลักษณาราม
พ.ศ.๒๕๓๐ ตั้งสำนักเรียนพระปริติธรรม แผนกบาลี วัดลักษณาราม
งานส่งเสริมการศึกษา
พระเดชพระคุณ พระครูวิบูลวชิรสาร เป็นสงฆ์ที่ยิ่งด้วยความเมตตาตั้งแต่เป็นพระทุเรียน ฐิติสาโร ถ่อมตนว่าไม่ได้รับกาศึกษา จึงหาทางอุดหนุนส่งเสริมพระภิกษและนักเรียนตลอดจนเด็กวัดที่ขาดแคลนเสมอมา เมื่อดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสและเจ้าสำนักเรียน จึงทุ่งเทสติปัญญา ตลอดจนจัดหาอุปกรณ์การศึกษาเพื่อสนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม ถึงกับตั้งรางวัลเพื่อจูงใจพระภิกษุให้ศึกษาอย่างเต็มที่ทั้งยังจัดหาจตุปัจจัยและสิ่งของอันควรแก่สมณบริโภค ในทางโลกได้จัดตั้งทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่ยากจน ขาดแคลนในระดับประถมและมัธยม ตลอดจนได้ส่งนักเรียนและพระภิกษุไปศึกษาค่อยังกรุงเทพฯ ในส่วนผู้ด้วยปัญญา พระเดชพระคุณท่านก็จะสนับสนุนให้แต่ละรูปแต่ละคน ประกอบสัมมาอาชีพอันเหมาะแก่ตน ประกอบสัมมาอาชีพอันเหมาะแก่ตน โดยเฉพาะงานช่าง ทั้งนี้ท่านจะเน้นการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ดังนั้น ผู้ที่เป็นศิษย์ของวัดลักษณารามจึงประสบความสุขความสำเร็จในชีวิตทุกคนส่งผลให้สังคมในอำเภอบ้านแหลมอยู่เย็นเป็นสุขตลอดเวลา
งานเผยแพร่
พระเดชพระคุณ พระครูวิบูลาชิรสาร ถึงจะล่วงเข้า ๓๐ พรรษาแล้วยังแสดงธรรมแก่ประชาชนใน วัสธัมมัสสวนะ วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ส่วนวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พระเดชพระคุณได้จัดกิจกรรมพิเศษ โดยจัดอบรมพระภิกษุสามเณรให้ตั้งอยู่ในธรรมวินัย และจัดให้อุบาสก อุบาสิกาเจริญในพระธรรม
จัดพระภิกษุไปสอนธรรมยังสำนักเรียนต่าง ๆ และโรงเรียนต่าง ๆ พิมพ์หนังสือธรรมะออกเผยแผ่ ติดตั้งลำโพงแรงสูง เพื่อถ่ายทอดธรรมะ ข่าวสารของทางราชการ คณะสงฆ์ และประชาชน อนึ่ง วัดลักษณารามยังเป็นศูนย์กลางอบรมพระภิกษุสามเณร ในช่วงเข้าพรรษาปีละ ๑ ครั้ง ซึ่งวัดทุกวัดในอำเภอบ้านแหลม ๒๖ วัด จะต้องมาประชุมฉันเพลยังวัดลักษณาราม
พระเดชพระคุณ พระครูวิบูลวชิรสาร เน้นการศึกษาเป็นหลักแรก ได้ส่งพระภิกษุสามเณรเข้าสอบธรรมสนามหลวง ตลอดมา ในปี พ.ศ.๒๕๓๑ ส่งเข้าสอบธรรมสนามหลวง ๓๓ รูป สอบนักธรรมตรีได้ ๑๐ รูป ส่วนนักธรรมโทส่งเข้าสอบ ๑๑ รูป สอบได้ทั้ง ๑ ๑ รูป และสอบเปรียญธรรม ๑ - ๒ ตามลำดับ
ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต พระเดชพระคุณ พระครูวิบูลวชิรสาร ได้จัดตั้งที่อ่านหนังสือและห้องสมุดประจำวัด ให้พระภิกษุสามเณร และประชาชนที่สนใจได้ศึกษาหาความรู้ มีหนังสือทางโลกและทางธรรม เป็นห้องสมุดที่บริการด้วยตนเอง ใครใคร่ศึกษา หาอ่านได้ตลอดเวลาไม่ต้องมีผู้ควบคุมไม่มีการหวงหนังสือ เป็นที่น่าประหลาดว่า หนังสือเพิ่มมาเองตลอดเวลา ใครมีหนังสือเมื่ออ่านแล้วจะนำมาที่ห้องสมุดของวัดเป็นวิทยาทาน จึงมีหนังสือมากมายต้องจัดไปให้ห้องสมุดโรงเรียนวัดลักษณาราม ซึ่งเป็นโรงเรียนประถมศึกษาที่วัดอุปการะ
ส่วนวัดพัฒนาจิตใจ มีกิจกรรมต่อเนื่องตลอดเวลา เช่น การฟังธรรมในโอกาสต่าง ๆ การทำกัมมัฏฐาน การอยู่ธุดงควัตรการบวซภาคฤดูร้อนจากเมตตาของพระเดชพระคุณ พระครูวิบูลวชิรสาร จึงทำให้วัดลักษณาราม เป็นศูนย์กลางของสังคมจึงมีพระภิกษุอยู่จำพรรษาจำนวนมาก เช่น พ.ศ.๒๕๓๑ มีพระภิกษุ ๘๓ รูป สามเณร ๑๓ รูป ศิษย์วัด ๙ คน
งานพัฒนาอาคารสถานที่
วัดลักษณาราม เป็นวัดที่สร้างใหม่ เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๖ โดยความดำริของนายลักษณ์ นามสกุล จีนหยง เป็นผู้ศรัทธาบริจาคที่ดินและสิ่งก่อสร้างบนเนื้อที่ประมาณ ๓๐ ไร่ สิ่งก่อสร้างสมัยเริ่มแรกส่วนมาก เป็นบ้านที่ประชาชนถวายมาปลูกเป็นกุฏิ บางส่วนสร้างใหม่ จึงมีรูปร่างความเก่าใหม่ปะปนกัน สภาพของสิ่งก่อสร้างจึงทรุดโทรมเร็ว หลักฐานที่พออ้างอิงได้ คือ เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๐๔ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) วัดพระเชตุพนฯ สมัยเมื่อดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมวโรดม ได้มาแสดงธรรมเทศนาในงานพระราซทานเพลิงศพ ท่านได้บันทึกไว้ในสมุดตรวจเยี่ยมวัดตอนหนึ่งว่า "ได้มาเยือนวัดลักษณาราม อันเป็นวัดกรรมการสงฆ์ องค์การศึกษาเป็นเจ้าอาวาส มาในงานพระราชทานเพลิงศพพระรูสมุทรคุณาธาร อดีตเจ้าคณะอำเภอและอดีตเจ้าอาวาสด้วย วัดนี้มีความเจริญตามสมัยเก่า เสนาสนะเป็นหลักฐานแต่ไม่เข้าระเบียบ กล่าวคือหลายช่างปนกัน กำลังอยู่ในสภาพเริ่มจะโทรมเห็นว่าพระครูเจ้าอาวาสรูปใหม่ คงจะปรับปรุงต่อไป"
พระเดชพระคุณ พระครูวิบูลวชิสารเป็นพระนักพัฒนาได้วางแนวสร้างแผนแม่บทในการพัฒนาวัดทั้งหมด แล้วจึงปรังปรุงสถานที่อยู่ของสงฆ์ โดยรื้อของเก่าทั้งหมดแล้วออกแบบวางแผน ควบคุมการก่อสร้างขึ้นใหม่ เป็นกุฏิคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น หลังละ ๑๘ ห้อง ล้อมรอบ ศาลาจตุรมุขโดยเริ่มตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๑๕ แล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ จากนั้นจึงสร้างศาลาบำเพ็ญกุศล เมรุเผาศพ พระอุโบสถ และปรับบริเวณวัดซึ่งแต่เดิมเป็นที่ลุ่มป่าละเมาะ ซะคาม จนอาณาบริเวณเรียบร้อยสวยงาม ยังประโยชน์นานาประการแก่สาธารณชน
ปัจจุบันวัดลักษณาราม เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างของอำเภอบ้านแหลม สมดังความตั้งใจขององค์อดีตสมเด็จพระสังฆราชที่บันทึกไว้
พระเดชพระคุณ พระวิบูลวชิรสาร เป็นพระภิกษุที่ตื่นตัวอยู่เสมอ พยายามศึกษาด้วยตนเองโดยเฉพาะเชิงซ่างเมื่อวิซาการเชิงช่างแก่กล้าในสมัยที่เป็นพระทุเรียน ฐิติสาโร พรรษาที่ ๑๔ ได้ออกแบบ และอำนวยการก่อสร้างพระอุโบสถ วัดปากลัด ตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จนแล้วเสร็จสมบูรณ์
เกียรติคุณและรางวัลที่เคยได้รับ
ท่านได้รับการยกย่องได้รับการประกาศเกียรติคุณและได้รับการยกย่องจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในระดับจังหวัด และในระดับประเทศ จำนวนหลายครัง ดังนี้
- ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม ประจำปี ๒๕๓๒ จากศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเพชรบุรี
- บุคคลผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรม สาขาศิลปะ ประจำปี ๒๕๓๓ จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
- ได้รับยกย่องเป็นผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อ พระพุทธศาสนาดีเด่น สาขาอนุรักษ์มรดกไทยจากกรมการศาสนา ปี ๒๕๓๔
- ได้รับรางวัล วัดพัฒนาดีเด่นจากกรมศาสนา ปี ๒๕๓๔
- ได้รับรางวัลบุคคลดีเด่นด้านสถาปัตยกรรมไทย เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย ปี ๒๕๔๐ โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการอนุรักษ์มรดกไทย โดยจะเข้ารับพระราชทานรางวัลในเร็ววันนี้
ผลงานดีเด่นที่สมควรได้รับการยกย่อง
๑. ด้านเป็นบุคคลที่มีคุณธรรม ซื่อสัตย์
พระครูวิบูลวชิรสาร เป็นผู้ที่มีคุณอันประเสริฐต่อท้องถิ่น และต่อชาวบ้าน ตลอดจนพระภิกษุสงฆ์เป็นอย่างยิ่ง ท่านได้ให้ความอนุเคราะห์เกื้อกูล แก่พระภิกษุสงฆ์ผู้ชรา และจัดตลาดนัดให้กับชุมชนในท้องถิ่นเพื่อช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ และปากท้องของชาวบ้าน เป็นบุคคลผู้ประพฤติดี กอปรแต่คุณงามความดีมาตลอดระยะเวลาที่เข้าสู่ร่มกาสาวพัตร เป็นที่พึ่งทางใจของบุคคลทั่วไป รักความเป็นธรรม และโอบอ้อมอารีแก่สัตว์ผู้ยากทุกผู้ทุกคนไป นับเป็นปูชนียบุคคลที่ทุกคนสมควรถือเป็นตัวอย่าง ในผู้ประพฤติดี
๒. ด้านเป็นบุคคลที่บำเพ็ญประโยชน์แก่สังคม เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป
ท่านเป็นผู้ที่เสียสละทุนทรัพย์ส่วนตัว เพื่อช่วยเหลือสังคมท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก เมื่อพ.ศ.๒๕๑๐ ได้สร้างถึงนำฝน ๒ ถึงยาว ๒๐ เมตร กว้าง ๖ เมตร ลึก ๔ เมตร เพื่อให้ชาวบ้านและชาววัดได้อาศัยน้ำนี้ใช้ดื่มกัน และสร้างโรงครัว ๑ หลัง ห้องน้ำห้องส้วมอีก ๓๑ ห้อง สร้างรางท่อระบายน้ำยาว ๑๐๐ เมตร เพื่อถ่ายเทระบายน้ำมิให้ท่วมขังชุมชน และยังได้เอื้ออนุเคราะห์ออกแบบสิ่งก่อสร้าง ออกแบบ เรือและสัตว์ที่ประชาชนและวัดต่าง ๆ มาขอเพื่อใช้ในกิจกรรมขบานแห่ทางเทศกาลประเพณีอีกด้วย เมตตาและความเอื้ออนุเคราะห์ของท่าน จึงเป็นที่ชื่นชมสาธุการกันโดยทั่วหน้า
๓. ด้านเป็นบุคคลที่มีผลงานทางวิซาการดีเด่น และเป็นที่ประจักษ์ซัดแจ้งแก่บุคคลในวงการศึกษา
พระครูวิบูลวชิรสาร เป็นยิ่งกว่าครูของช่างโดยทั่วไป เพราะนอกจากท่านมีความรู้ ความสามารถในเชิงช่าง เชิงสถาปัตยกรรมอันจะได้ถ่ายทอดวิชาการให้แก่นิสิต นักศึกษา ประชาชน ผู้มาขอรับความรู้แล้วยังได้สั่งสอนอบรมธรรมของพระพุทธเจ้าให้ทุกคนได้เข้าใจ ยึดถือปฏิบัติเพื่อความสุขสมบูรณ์ของชีวิตอีกด้วย
วิชาเชิงช่างของท่านนั้นนับเป็นศิลปะระดับสูง ท่านมีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับงานสถาปัตยกรรมไทยที่เป็นเอกลักษณ์และมีคุณวิเศษเฉพาะตัว กล่าวคือ พระเดชพระคุณ พระครูวิบูลวชิรสาร นอกจากจะเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการออกแบบคำนวณจัดสร้างถาวรวัตถุ โบสถ์วิหาร ศาลาการเปรียญ ฯลฯ ซึ่งเป็นงนสถาปัตยกรรมไทยทั่ว ๆไปแล้วท่านยังมีคุณวิเศษเฉพาะตัวและกลักษณ์ของช่างเมืองเพชร คือการสร้างเมรุและโกศ
การทำเมรุและโกศศพ เป็นงานช่างฝีมือเอกลักษณ์ของชาวเมืองเพชรเพราะเมืองเพชรบุรี สร้างเมรุและโกศศพกันมาแต่เก่าก่อน แม้เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสห้ามสร้างเมรุและโกศศพ ว่าทำเทียมเจ้า โดยให้ยกเว้นเมืองเพชรบุรี เพราะทำมานานแล้วจนเป็นประเพณีต่อเนื่องกันมา
กลุ่มช่างทำเมรุและโกศศพ สืบเนื่องมาตลอด จนปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าพระเดชพระคุณ พระครูวิบูลวชิรสาร เป็นช่างเอกประจำเมืองเพชรในปัจจุบันซึ่งมีน้อยมาก ส่วนใหญ่ท่านจะออกแบบ กำกับ ควบคุมการก่อสร้างเมรุและโกศหลายงานในอำเภอบ้านแหลม แต่ท่านไม่ได้เก็บหลักฐานต่าง ๆ ไว้เพราะไกลตัว เท่าที่เหลืออยู่คงเป็นเพราะซาววัดลักษณารามเก็บเป็นของสำคัญคู่วัด ภาพเมรุและโกศศพที่สร้างขึ้นเพื่อพระราชทานเพลิงศพ พระครูสมุทรคุณาธาร(มินทร์สุเมธโส) อดีตเจ้าคณะอำเภอและอดีตเจ้าอาวาสวัดลักษณาราม เป็นเมรุที่สวยงามที่สุดหลังหนึ่งของจังหวัดเพชรบุรี ตั้งที่วัดลักษณาราม เมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๐๔ เป็นที่กล่าวขวัญกันมาก เพราะสูงถึง ๑๑ วา
ควบคู่กับเมรุคือโกศศพเป็นงานศิลปะชั้นหนึ่งโดยแท้เพราะพระเดชพระคุณได้สร้างมรดกคู่กับวัดลักษณาราม คือออกแบบจัดสร้างโกศศพป็นลักษณะกลมด้วยไม้เนื้อแข็ง ซึ่งปัจจุบันจังหวัดเพชรบุรีมีโกศกลมลักษณะดังกล่าวเพียงใบเดียว ลักษณะการจัดโกศจะจัดโต๊ะหมู่เป็นรูปแห แล้วนำโกศขึ้นตั้งโต๊ะบนสุด
สถาปัตยกรรมไทย ที่ทำให้พระเดชพระคุณ พระครูวิบูลวชิรสาร ได้รับการกล่าวขานและยอมรักในผลงาน ว่าเป็นช่างเอกที่สื่อสกุลช่างเมืองเพซร เป็นหนึ่งเดียวที่มีอยู่ คือการสร้างเมรุ ๕ ยอด ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระเทพวงศาจารย์ อดีตเจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรี และอดีตเจ้าอาวาสวัดยาง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๓๐ เป็นเมรุที่สวยงามที่สุด และในปัจจุบันนี้ บรรดามหาวิทยาลัยต่าง ๆ ยังได้นำนิสิตนักศึกษาของตนมาศึกษาหาความรู้จากท่นโดยมิได้ขาดสาย เช่น นิสิตคณะสถาปัตยกรรมจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนิสิตคณะสถาปัตยกรรมจากเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นต้น จึงนับได้ว่าท่านสมควรเป็นนักวิชาการโดยแท้ เป็นฎมปัญญาท้องถิ่นที่ประดับบ้านเมืองเพชรบุรีให้งดงาม และสูงค่ามากขึ้นอย่างแท้จริ