นายพิน อินฟ้าแสง
วันเดือนปีเกิด
เกิดเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๘ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๙ ปีมะแม เวลา ๗ ทุ่ม ๒๑ นาที ที่บ้านกระท่อมพงษ์ศิลป์ หน้าวัดมหาธาตุวรวิหาร เลขที่ ๗ ซอยริมน้ำ ถนนดำเนินเกษม อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เป็นบุตรคนเดียวของ นายผ่อง และนางพงษ์ อินฟ้าแสง ประกอบอาชีพหลอมน้ำตาล โดยมีโรงหลอมน้ำตาลขนาดใหญ่ตั้งอยู่บริเวณบ้าน
เมื่ออายุได้ ๗ ขวบ ได้ไปเรียนหนังสือขอม กับคุณตาหอ (พระอธิการหลุบ) เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ เมื่อถึงเวลาพักเรียน ท่านก็มักจะไปหัดเขียนภาพ เช่น ภาพ “อินทรชิตทำพิธีปลุกเสกศร” ซึ่งอาจารย์ฤทธิ์ ศิษย์ขรัวอินโข่ง เจ้าอาวาสวัดพลับพลาชัย เขียนไว้ที่ลับแล (ฉากกั้นห้อง) หรือภาพ “ทศกัณฐ์เหาะ” ที่ตู้ลายลดน้ำบนหอสวดมนต์ เป็นต้น
ท่านได้เข้ารับราชการเป็นเสมียน ที่ศาลากลางเมืองเพชรบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ ทำหน้าที่ในการรับจดทะเบียนปืน ท่านทำงานได้ไม่นานก็ลาออก บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ ๓ เดือน จากนั้น พ.ศ.๒๔๕๘ ท่านได้อุปสมบทในวันขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๘ ปีเถาะ ขณะที่ท่านมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ณ พัทธสีมา วัดมหาธาตุวรวิหาร โดยได้ฉายาว่า “ศิริภิกขุ”
ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยตามหลักพุทธศาสนา เรียนภาษาบาลี สันกฤต ภาษาเขมร และยังได้ช่วยกิจการวัด เช่นการบำรุงซ่อมแซมเสนาสนะ ซึ่งเป็นการสะสมประสบการณ์ความรู้ด้านงานช่าง และยังมีเวลาในการฝึกหัดเขียนภาพ หรืองานศิลปะด้านต่างๆ ที่เคยหัดมาตั้งแต่สมัยเด็ก รวมทั้งการสลักหยวก ท่านได้ลาสิกขาบท ในปี พ.ศ.๒๔๖๐
นายพิน อินฟ้าแสง มีความรู้และความสามารถในการแทงหยวก และแกะเครื่องสด ซึ่งท่านได้รับความรู้มาเมื่อตอนบวชเป็นพระ การสลักหยวก และแกะเครื่องสดนี้เป็นที่นิยมประดับในงานฌาปนกิจศพ บายศรีบวชนาค เป็นต้น ถึงแม้ว่าท่านจะสึกออกมาแล้วก็ยังรับใช้ชาวบ้านในเรื่องการแทงหยวกอยู่จนมีชื่อเสียง
ชีวิตครอบครัว
ท่านได้สมรสกับ นางอ่วน ประเสริฐพันธุ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๒ ท่านได้มีบุตรชายคนแรกชื่อ อำพน อินฟ้าแสง ในปี พ.ศ. ๒๔๖๓ และถัดมาอีกปีท่านก็ได้บุตรสาวอีกคนคือ อำไพ อินฟ้าแสง เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๔
พ.ศ.๒๔๖๔ ท่านได้เริ่มเขียนซ่อมภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุวรวิหาร โดยได้รับมอบหมายให้เขียนซ่อมภาพในส่วนผนังหุ้มกลองด้านหน้าพระประธานเหนือประตูทางเข้า เป็นภาพมารวิชัย โดยได้เข้าพิธีครอบและไหว้ครูกับ “คุณครูหวน ตาลวันนา”
พ.ศ.๒๔๗๑ เมื่อมีอายุได้ ๓๓ ปี ท่านมีบุตรชายอีกคนหนึ่งคืออาภรณ์ อินฟ้าแสง เกิดเมื่อ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๑ และอีก ๒ ปีต่อมามีบุตรคนที่ ๔ เป็นชาย ชื่อ อรพิลัย อินฟ้าแสง เมื่อ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๓
พ.ศ. ๒๔๗๑ มีการซ่อมยอดพระปรางค์ วัดมหาธาตุวรวิหาร ครูพิน อินฟ้าแสง เป็นผู้เขียนแบบแปลน ควบคุมดูแลการก่อสร้าง และสร้างงานประติมากรรมเพื่อตกแต่งองค์พระปรางค์ คือ งานปั้นภาพลิงขี่สิงห์ ลิงขี่ยักษ์ เป็นประติมากรรมปูนปั้นตกแต่งส่วนบนของพระปรางค์ และงานปูนปั้น เทวดาและยักษ์เฝ้าประตูทางเข้าองค์ปรางค์
พ.ศ.๒๔๗๒–๒๔๗๓ ท่านได้ไปเขียนซ่อมภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพมหานคร ห้องที่ ๔๙ ตอน “ทศกัณฐ์ให้ภานุราชหนุนแผ่นดินไว้ เมื่อพระรามสร้างถนนเสร็จได้ยกพลข้ามสมุทรไปยังลงกา ได้ใช้ให้หนุมานดำดินลงไป ฆ่าภานุราชตาย”
พ.ศ. ๒๔๗๕ ท่านได้เขียนภาพวิว เป็นภาพที่ได้รับรางวัลจากการประกวดประจำปีของจังหวัดเพชรบุรี ชื่อว่า “ชาวนา คือกระดูกสันหลังของประเทศ”
พ.ศ. ๒๔๙๑ ท่านได้เริ่มงานปั้นอีกครั้งหนึ่งที่พระอุโบสถวัดเกาะหลัก อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร่วมกับช่างที่มีชื่อเสียงอีกหลายท่าน และปั้นอนุสาวรีย์ประดับ เมรุเผาศพถาวร วัดพลับพลาชัย ซึ่งสร้างเป็นเมรุถาวรแห่งแรก โดยช่างหุ่น สุทธิสิทธิ์ เป็นผู้ออกแบบเมรุ เป็นรูปแบบตะวันตก
พ.ศ. ๒๔๙๗ ครูพิน อินฟ้าแสง ขณะมีอายุ ๕๙ ปี ได้สร้างงานประติมากรรมปูนปั้นพระอุโบสถ วัดคั่นกะได ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นอกจากนี้ยังมีผลงานประติมากรรมปูนปั้นอีกมากมาย
พ.ศ.๒๕๐๑ ปั้นหน้าบันวิหารพระคันธารราษฎร์ วัดพลับพลาชัย เพชรบุรี ซึ่งขณะนั้นท่านมีอายุได้ ๖๓ ปี
พ.ศ. ๒๕๐๒ ปั้นหน้าบันหอสวดมนต์ ซุ้มประตูทางเข้าวัดมหาธาตุ ฝั่งสังฆาวาส ปั้นซ่อมพระพุทธรูปทรงเครื่องภายในวิหารคต และซุ้มประตูทางเข้าพระวิหารคต วัดมหาธาตุวรวิหาร
พ.ศ.๒๕๐๕ ปั้นหน้าบันวิหารหลวงพ่อโต วัดสระเกศ กรุงเทพมหานคร
ช่วงระยะเวลาที่ว่างจากงานเขียน และงานปั้นตามวัดต่าง ก็จะใช้เวลาในการเขียนภาพรามเกียรติ์ โดยถอดความเป็นโคลงสี่สุภาพจากหนังสือรามเกียรติ์ของรัชกาลที่ ๑ ได้ประมาณ ๓๐๖ ตอน จำนวน ๘๕๙ บท แล้วจึงถ่ายทอดจากโคลงเหล่านั้นออกมาเป็นภาพอีกทีหนึ่ง ภาพเขียนชุดนี้มีประมาณ ๗๐ ภาพ จากทั้งหมดที่ตั้งใจไว้ ๓๐๖ ภาพ ท่านได้เริ่มเขียนตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๑ และได้นำไปเปิดแสดง “One man show” ที่บางกะปิแกลลอรี เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน – ๓ กรกฎาคม ๒๕๐๘ โดยมีพระยาอนุมานราชธน เป็นประธานพิธีในการเปิด ปัจจุบันภาพเขียนชุดนี้รวบรวมไว้ได้ ๔๙ ภาพ โดยได้มอบให้กับสถาบันภูมิภาคตะวันตก มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นผู้ดูแล
พ.ศ. ๒๕๐๘ เมื่อท่านมีอายุได้ ๗๐ ปี ปั้นหน้าบันซุ้มประตูด้านทิศตะวันออก วัดกำแพงแลง จังหวัดเพชรบุรี
พ.ศ.๒๕๑๐ ปั้นหน้าบันด้านทิศตะวันออกอาคารโรงเรียนปริยัติธรรม วัดพลับพลาชัย จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งถือว่าเป็นงานปั้นชิ้นสุดท้ายของท่าน
พ.ศ.๒๕๑๕ ครูพิน อินฟ้าแสง ป่วยด้วยโรคทางเดินปัสสาวะจึงต้องไปทำการผ่าตัดที่ โรงพยาบาลศิริราช หลังจากผ่าตัดแล้วได้ ๓ อาทิตย์ ท่านบ่นว่าเป็นห่วงบ้าน และแพทย์มีความเห็นว่าควรกลับบ้านได้ จึงได้เดินทางกลับมาพักฟื้น หลังจากนั้นท่านรับประทานอาหารไม่ค่อยได้ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียลงเรื่อยๆ และได้เสียชีวิตอย่างสงบที่บ้านกระท่อมพงษ์ศิลป์ ถนนดำเนินเกษม อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เมื่อเวลา ๐๗.๐๐ น. ของวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๑๕ ขณะมีอายุได้ ๗๗ ปี ๒ เดือน ๑๖ วัน บรรดาบุตรหลานได้ตั้งสวดอภิธรรมศพ ครูพิน อินฟ้าแสง ที่บ้านกระท่อมพงษ์ศิลป์ และได้ประกอบพิธีฌาปณกิจศพ ที่วัดพลับพลาชัย เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๗
ด้วยความสามารถในเชิงช่าง และการวางตัวในสังคมที่เหมาะสม เป็นส่วนประกอบให้วิถีการสร้างงานศิลปะของท่านดำเนินไปอย่างราบรื่น และสามารถสร้างผลงานศิลปะอย่างต่อเนื่องมากว่า ๕๐ ปี ซึ่งแสดงถึงความยึดมั่นและความภาคภูมิในอาชีพช่างศิลปะของท่าน ผลงานศิลปะของท่านที่ได้ปรากฏอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ มีมากมายหลายประเภท เช่น ผลงานจิตรกรรม ประติมากรรมปูนปั้น งานแกะสลัก งานสถาปัตยกรรม วรรณกรรม นอกจากนี้ท่านยังได้สร้างผลงานศิลปะอื่นๆอีกมากที่ในปัจจุบันนี้ได้สูญหายไปบ้างแล้วกับกาลเวลา เช่น งานสลักหยวก งานจัดดอกไม้สด งานจัดดอกไม้แห้ง การจัดพานพุ่ม เป็นต้น การสร้างผลงานศิลปะจำนวนมาก และหลากหลายสาขาวิชาช่างให้แก่ท้องถิ่นเมืองเพชรบุรี แสดงให้เห็นว่าท่านเป็น “ช่างศิลปะพื้นเมืองเพชรบุรี” อย่างแท้จริง