ด้วยทายาทของ นายพินิจ สุทธิวนิช ได้น้อมเกล้าถวายที่ดินเนื้อที่ 39 ไร่ 1 งาน 11 ตารางวา ตั้งอยู่ที่ ตำบลท่าแร้ง อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ให้แก่ มูลนิธิชัยพัฒนา โดยได้โอนที่ดินมาเป็นกรรมสิทธิ์ของมูลนิธิชัยพัฒนาเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2541 ซึ่งมีพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชกระแสให้เป็นแนวปฏิบัติดังนี้ ....ก่อนอื่นต้องตรวจสภาพดิน (เปรี้ยว – ด่าง)ในส่วน 25 ไร่ใช้ขุดสระใหญ่ที่รับน้ำที่ทะลักจากแม่น้ำเพชรบุรี เก็บไว้ใช้ในฤดูแล้ง (ทำนาปรัง)ในส่วน 14 ไร่ ทำสวนและเป็นศูนย์สาธิตพืชไร่และพืชสวน.....
ประวัติความเป็นมา :
ด้วยทายาทของ นายพินิจ สุทธิวนิช ได้น้อมเกล้าถวายที่ดินเนื้อที่ 39 ไร่ 1 งาน 11 ตารางวา ตั้งอยู่ที่ ตำบลท่าแร้ง อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ให้แก่ มูลนิธิชัยพัฒนา โดยได้โอนที่ดินมาเป็นกรรมสิทธิ์ของมูลนิธิชัยพัฒนาเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2541
พระราชดำริ :
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชกระแสให้เป็นแนวปฏิบัติดังนี้
ก่อนอื่นต้องตรวจสภาพดิน (เปรี้ยว – ด่าง)ในส่วน 25 ไร่ใช้ขุดสระใหญ่ที่รับน้ำที่ทะลักจากแม่น้ำเพชรบุรี เก็บไว้ใช้ในฤดูแล้ง (ทำนาปรัง)ในส่วน 14 ไร่ ทำสวนและเป็นศูนย์สาธิตพืชไร่และพืชสวน
ที่ตั้ง :
โครงการศูนย์สาธิตพืชไร่และพืชสวนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลท่าแร้ง อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี
การดำเนินงาน :
สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการพัฒนาที่ดินดังกล่าว โดยได้ยึดพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ได้พระราชทานไว้เป็นกรอบในการดำเดินงานพัฒนาพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียงใช้เป็นแหล่งศึกษาดูงานสำหรับนำเป็นแบบอย่างในการปรับปรุงการประกอบอาชีพทางการเกษตรต่อไป โดยได้กำหนดแนวทางการพัฒนาไว้ ดังนี้
+ แปลงฝั่งซ้ายของคลองชลประทาน (เนื้อที่ 25-1-63 ไร่) ดำเนินการขุดสระจำนวน 10 ไร่ โดยมีความลึกประมาณ 2.8 เมตร และความจุประมาณ 32,000 ลูกบาศก์เมตรเพื่อเก็บน้ำช่วงฤดูน้ำหลากสำหรับปลูกข้าวนาปรังและเลี้ยงปลา นอกจากนี้จะทำคันล้อมรอบพื้นที่ส่วนที่เหลือจำนวน 15-1-63ไร่สูง +2.20 ม.รทก. เพื่อให้พ้นระดับน้ำท่วมและสามารถทำได้ทั้งนาปีและนาปรัง
+ แปลงฝั่งซ้ายของคลองชลประทาน (เนื้อที่ 13-0-28 ไร่) ดำเนินการจัดทำเป็น “ ศูนย์สาธิตพืชไร่พืชสวน ” โดยได้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 5 ส่วน ดังนี้
+ พื้นที่ส่วนที่ 1 : เนื้อที่จำนวน 1-3-0 ไร่ จะใช้เป็นแปลงปลูกพืชไร่ชนิดต่างๆที่เป็นที่นิยมของคนในท้องถิ่นและเป็นที่ต้องการของตลาด
+ พื้นที่ส่วนที่ 2 : เนื้อที่จำนวน 1-0-0 ไร่ จะใช้เป็นแปลงไม้ดอกและแปลงพืชผัก
+ พื้นที่ส่วนที่ 3 : เนื้อที่จำนวน 5-0-0 ไร่ จะใช้เป็นแปลงไม้ผลชนิดต่างๆ โดยจะนำไม้ผลที่นิยมของคนในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียงมาปลูกเพื่อพัฒนาพันธุ์สำหรับนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรต่อไป
+ พื้นที่ส่วนที่ 4 : เนื้อที่จำนวน 0-2-28 ไร่ จะใช้เป็นพื้นที่สำหรับศาลาการเกษตร เพื่อให้เป็นสถานที่ติดต่อขอข้อมูลทางวิชาการ และเป็นสถานที่ศึกษาดูงานของเกษตรกรและประชาชนผู้สนใจ
+ พื้นที่ส่วนที่ 5 : เนื้อที่จำนวน 4-3-0 ไร่ จะใช้เป็นคูเก็บน้ำและกั้นน้ำไม่ให้เข้าท่วมพื้นที่ในช่วงฤดูน้ำหลาก
ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2547 จนถึงปัจจุบัน มูลนิธิชัยพัฒนา ได้สนับสนุนงบประมาณ และดำเนินการใน 7 กิจกรรมหลัก ได้แก่
+ การสาธิตการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี ตามหลักการเกษตรดีที่เหมาะสม ในพื้นที่ 10 ไร่ ทั้งนาปีและนาปรัง
+ การสาธิตการเลี้ยงปลา
- สาธิตการเลี้ยงปลากินพืชในสระน้ำขนาดใหญ่ (ระบบกึ่งพัฒนา) พื้นที่ 10-0-0 ไร่
- สาธิตการเลี้ยงปลาในการชัง (ระบบพัฒนา) ได้แก่ ปลากะพงขาว ปลาทับทิม ปลานิล
- สาธิตการเลี้ยงปลาในร่องสวน (ระบบกึ่งพัฒนา) พื้นที่ 4-3-0 ไร่
+ การสาธิตการปลูกพืชไร่ พื้นที่ 1-3-0 ไร่
+ การปลูกพืชผักและไม้ดอก พื้นที่ 1-0-0 ไร่
+ การสาธิตการปลูกไม้ผลแบบผสมผสาน พื้นที่ 5-0-0 ไร่
+ การสาธิตการปลูกไม้ผลแบบผสมผสาน (ระบบยกร่อง)ไม้ผลหลัก ชมพู่ มะขามเทศ ขนุน มะนาว มะกอก ลำไย กระท้อน มะม่วงทนเค็ม เป็นต้น พืชแซม ได้แก่ กล้วย มะละกอ ฝรั่ง หม่อน ชะอม แค มะรุม มะกรูด ยอ มะกอกน้ำ
+ การสาธิตการปลูกไม้ผลตามคั้นล้อมรอบโครงการและขอบสระน้ำ เพื่อใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พืชที่นำมาปลูกคือ มะพร้าวน้ำหอม มะขามเทศ สะเดา ไผ่รวก มะขาม แค มะรุม
+ การสาธิตการปรับปรุงดิน การขยายผลและการถ่ายทอดเทคโนโลยี มีดังนี้
- การฝึกอบรมการใช้น้ำสกัดชีวภาพเพื่อลดการใช้สารเคมี
- การฝึกอบรมการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี
- การสาธิตเครื่องสีข้าวขนาดเล็ก
- การสาธิตเตาเผาถ่านน้ำส้มควันไม้
ผลการดำเนินงาน :
1) แปลงนาพื้นที่ 10 ไร่
ปี พ.ศ. 2542–2546 ปีแรกของการดำเนินงานจะเป็นการปรับปรุงบำรุงดินเพื่อแก้ไขปัญหาดินเค็ม โดยใช้โสนอัฟริกัน แกลบ ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยคอก เป็นวัสดุปรับปรุงดิน และทดลองนำข้าวพันธุ์ชัยนาท 1 และสุพรรณบุรี 1 มาทดลองปลูก ได้ผลผลิตอยู่ระหว่าง 220 – 346 และ 350-440 กิโลกรัม/ไร่ ตามลำดับ
ปี พ.ศ. 2547 ได้นำข้าวขาวดอกมะลิ 105 มาปลูกสาธิตในพื้นที่ได้ผลเฉลี่ย 295 กิโลกรัม/ไร่
ปี พ.ศ. 2548 ทดสอบการทำนาแบบอินทรีย์ โดยไม่ใช้สารเคมี ใช้วิธีการปรับปรุงบำรุงดิน โดยใช้โสนอัฟริกัน หว่านเป็นปุ๋ยพืชสด ใช้ปุ๋ยหมัก และใช้น้ำสกัดชีวภาพทดแทน ได้ผลผลิตข้าวพันธุ์ชัยนาท 2 ซึ่งปลูกในฤดูนาปรังผลผลิต 485 กิโลกรัม/ไร่ และพันธุ์สุพรรณบุรี 1 ซึ่งปลูกในฤดูนาปีผลผลิต 311 กิโลกรัม/ไร่
ปี พ.ศ. 2549 ทำแปลงสาธิตการผลิตข้าวอินทรีย์ เช่นเดียวกับปี พ.ศ. 2548 ใช้ข้าวพันธุ์ชัยนาท 1 ปลูกในฤดูนาปรัง ได้ผลผลิตเฉลี่ย 329 กิโลกรัม/ไร่
2) สระน้ำ พื้นที่ 10 ไร่ ระบายน้ำเข้าสระเพื่อเลี้ยงปลาและเก็บไว้ใช้ในการทำนา
3) แปลงพืชไร่ พื้นที่ 1 ไร่ 3 งาน ปลูกถั่วเหลือง ถั่วเขียว ข้าวโพด และอ้อย
4) แปลงพืชผัก/ไม้ดอก พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกคะน้า ผักบุ้ง ผักกาดขาว ดอกคัตเตอร์ สร้อยทอง ดอกมาการ์เร็ต และดาวเรือง
5) แปลงพืชสวน พื้นที่ 5 ไร่ ปลูกมะนาว ฝรั่ง ลำไย มะกอกน้ำมัน ละมุด ทุเรียนเทศ และปลูกหม่อนเป็นพืชแซมในร่องทุเรียนเทศ
ที่มา : มูลนิธิชัยพัฒนา