ยุคที่ ๓ สถาบันราชภัฏเพชรบุรี (พ.ศ. ๒๕๓๘ - พ.ศ. ๒๕๔๗)
แต่เดิมพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู กำหนดให้วิทยาลัยครูเป็นสถาบันการศึกษาที่มีหน้าที่ในการผลิตครูถึงระดับปริญญาตรี ต่อมาปรากฏว่าหน่วยงานผู้ใช้ครูได้รับผู้สำเร็จการศึกษาทางด้านการศึกษาน้อยลง ประกอบกับหน่วยงานอื่นก็มีการจัดการศึกษาทางด้านนี้เพิ่มขึ้น ภารกิจด้านการผลิตครู ซึ่งเป็นงานหลักของวิทยาลัยครูอยู่แต่เดิมลดความจำเป็น และต้องลดปริมาณการผลิตครูลง ทั้งที่วิทยาลัยครูมีทรัพยากรด้านบุคคลและทรัพยากรด้านอื่นอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ กรมการฝึกหัดครูจึงได้เสนอให้แก้ไขพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. ๒๕๑๘ ให้วิทยาลัยครูเปิดสอนวิชาการด้านอื่นได้ นอกจากสาขาวิชาชีพครู และสามารถผลิตบัณฑิตสาขาครุศาสตร์บัณฑิต วิทยาศาสตร์บัณฑิต และศิลปะศาสตร์บัณฑิตปรากฏว่าเมื่อมีการเปิดสอนในหลักสูตรต่าง ๆ นอกจากครุศาสตร์บัณฑิต บุคคลทั่วไปยังเข้าใจผิดว่า ผู้ที่จบจากวิทยาลัยครูจะต้องประกอบวิชาชีพครูเท่านั้น ทำให้ผู้ที่จบในหลักสูตรอื่น ๆ ขาดโอกาสในการหางานทำ และบางครั้งยังทำให้เกิดการเข้าใจผิดว่า วิทยาลัยครูมิได้เป็นสถาบันอุดมศึกษา เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่นักศึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงได้ขอพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อสถาบัน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อสถาบันว่า “สถาบันราชภัฏ” รวมถึงตราพระราชลัญจกร ให้เป็นตราสัญลักษณ์ประจำสถาบัน โดยลำดับเหตุการณ์ ดังนี้
พ.ศ. ๒๕๓๕ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามวิทยาลัยครูว่า “สถาบันราชภัฏ” เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๕
พ.ศ. ๒๕๓๘ ยกฐานะเป็น สถาบันราชภัฏเพชรบุรี ตาม พ.ร.บ. สถาบันราชภัฏ พ.ศ. ๒๕๓๘ ได้รับการลงพระปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่ม ๑๑๒ ตอนที่ ๔ ก วันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๘ และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๘ เป็นต้นมา ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานตราพระราชลัญจกร ให้เป็นตราประจำสถาบัน เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ ส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงวิทยาลัยครูเป็นสถาบันราชภัฏ มีศักดิ์และสิทธิ์สมบูรณ์ตามกฎหมายทุกประการ และมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของสถาบันราชภัฏในทุก ๆ ด้าน และส่งผลให้สถาบันราชภัฏ เป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น โดยมีภารกิจหลักคือ ให้การศึกษาทางด้านวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการวิจัย ให้การบริการวิชาการแก่สังคม ปรับปรุงถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยี ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ผลิตครู และส่งเสริมวิทยฐานะครู
ภาพที่ ๕๙ หนังสือสำนักราชเลขาธิการ เรื่อง ทรงพระราชทานชื่อสถาบัน
ภาพที่ ๖๐ หนังสือสำนักราชเลขาธิการ เรื่อง ทรงพระราชทานสัญลักษณ์ประจำสถาบันราชภัฏ
ภาพที่ ๖๑ ตราสัญลักษณ์ (พระราชลัญจกร) สถาบันราชภัฏเพชรบุรี
ราชภัฏสัญลักษณ์
ราชภัฏสัญลักษณ์ได้หลอมรวมมาจากสัญลักษณ์เดิมของวิทยาลัยครูจำนวน 36 สถาบัน ให้คงเหลือความเป็นหนึ่งในรูปแบบสัญลักษณ์ใหม่เพียงรูปแบบเดียว โดยคำนึงถึงประโยชน์ในการนำไปใช้เพื่อการสื่อความหมายง่ายต่อการจดจำมีจุดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสถาบัน การกำหนดรูปแบบสัญลักษณ์ของสถาบันราชภัฏ รูปแบบที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ผู้ทรงให้กำเนิดสถาบันราชภัฏรูปแบบที่เป็นกลาง เกี่ยวข้องกับถิ่นที่ตั้ง ธรรมชาติและความสอดคล้องกับชื่อสถาบันราชภัฏที่ได้รับพระราชทาน
สีของสัญลักษณ์
ประกอบด้วยสีต่าง ๆ จำนวน 5 สี ดังต่อไปนี้
สีน้ำเงิน แทนค่า สถาบันพระมหากษัตริย์ผู้ให้กำเนิด และพระราชทาน "สถาบันราชภัฏ"
สีเขียว แทนค่า แหล่งที่ตั้งของสถาบันราชภัฏ 36 แห่ง ในแหล่งธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่สวยงาม
สีทอง แทนค่า ความเจริญรุ่งเรืองทางภูมิปัญญา
สีส้ม แทนค่า ความรุ่งเรืองทางศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ที่ก้าวไกลใน 36 สถาบัน
สีขาว แทนค่า ความคิดอันบริสุทธิ์ ของนักปราชญ์แห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
การพัฒนารูปแบบตัวอักษรของราชภัฏสัญลักษณ์
แสดงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างชัดเจนในกรณีการปรับเปลี่ยนแผนการศึกษาของชาติที่เด่นชัด โดยพัฒนาระบบการศึกษาที่เริ่มจากบ้าน วัด วัง และโรงเรียนตามลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดสำคัญเมื่อทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยทรงใช้กระบวนการทางปัญญาแก้ปัญหาของระบบการพัฒนาประเทศ ตัวอักษรจึงเป็น ส่วนประกอบสำคัญในการจัดวางรูปแบบตามสัญลักษณ์ ปรับตัวอักษรไทยให้มีโครงสร้างในลักษณะใกล้เคียงระบบสากล คือใช้อักษรโรมันแบบ Gothic หรือตัวอักษรอังกฤษแบบ Old English ตัวอักษรล้านนาและตัวอักษรขอม พัฒนาประกอบเข้าด้วยกันเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์รูปแบบตัวอักษรให้สามารถแทนค่าความรู้สึกในการสื่อสารร่วมสมัยและแสดงความสูงส่งแห่งสถาบันพระมหากษัตริย์
รูปแบบของตราสัญลักษณ์
อัญเชิญดวงตราพระราชลัญจกร ประจำพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบันโดยมีอุณาโลมสีทองขอบสีส้มประดับบนเศวตฉัตร 3 ชั้นล่าง ด้านล่างของเศวตฉัตร ในวงกลมเปลี่ยนจักรซึ่งหมุนรอบอุณาโลมเดิมเป็นลายไทยสีทองบนพื้นเขียว พร้อมทั้งขอพระราชทานพระปริมาภิไธยย่อ "ภปร" สีทอง ขอบสีส้มประดับในวงกลมซึ่งมีพื้นสีน้ำเงินเส้นขอบสีขาว เปลวของดวงตราลัญจกรสีทองขอบสีส้มสามสิบหกเปลวอยู่เหนือพื้นที่ภายในวงรีสีน้ำเงิน วงรีนอกของดวงตราด้านบนเป็นชื่อเดิมภาษาไทยของสถาบันราชภัฏทั้ง 36 แห่ง รวมทั้งสภาสถาบันราชภัฏ และมีลายประจำยามปิดหน้าและท้ายตัวอักษร ด้านล่างเป็นชื่อภาษาอังกฤษ ตัวอักษรสีทองบนพื้นเขียวและล้อมวงรีทั้งด้านในและด้านนอกด้วยเส้นสีทองทับ
ความรู้ที่น่าสนใจเกี่ยวกับพระราชลัญจกร
"พระราชลัญจกร" แบ่งออกได้ 3 ประเภท ประกอบด้วย พระราชลัญจกรประจำแผ่นดินหรือที่เรียกกันทั่ว ๆ ไปว่าตราแผ่นดิน สำหรับประทับ กำกับพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ หรือกำกับนามผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
พระราชลัญจกรประจำพระองค์ หมายถึง พระตราที่ใช้ประทับกำกับพระปริมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ในต้นเอกสารสำคัญส่วนพระองค์ที่ไม่เกี่ยวด้วยราชการ แผ่นดิน
พระราชลัญจกรประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบันเป็นรูปกลมรี ตั้งแปลงไปกว่าพระราชลัญจกรองค์อื่น ๆ ดังกล่าวแล้วลายกลางเป็นรูปพระมหาอุณาโลมอยู่ภายในวงจรรอบวงจักรีรัศมีเปล่งออกโดยรอบ เหนือจักรเป็นรูปเศวตฉัตรเจ็ดชั้น ฉัตรตั้งอยู่บนพระที่นั่งอัฐทิศ
การที่ผู้กำหนดรูปแบบพระราชลัญจกร ดังนี้ มีอธิบายว่า หมายถึง ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินโดยที่ผู้แทนทั้งแปดน้อมนำแผ่นดิน และความเป็นใหญ่มาถวายเป็นสัญลักษณ์ แห่งวันบรมราชาภิเษก ตามโบราณราชประเพณีที่เสด็จประดับเหนือพระที่นั่งอัฐทิศ และสมาชิกรัฐสภาถวายน้ำอภิเษกโดยทิศทั้งแปด และครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยทรงรับน้ำอภิเษกจากสมาชิกรัฐสภา แทนที่จะทรงรับจากราชบัณฑิตดั่งในรัชกาลก่อนเนื่องมาจากพระปรมาธิปไธย "ภูมิพล" ซึ่งหมายถึง กำลังแผ่นดิน เมื่อจะกำหนดรูปแบบออกมาไม่มีอะไรเหมาะเท่าพระที่นั่งอัฐทิศ ซึ่งเป็นพระแท่นแปดเหลี่ยมซึ่งถึงจะอย่างไรก็ได้ชื่อว่าตั้งอยู่บนแผ่นดิน เป็นกำลังแผ่นดิน
พระราชลัญจรประจำพระองค์ ดังกล่าวข้างต้นนั้น สำหรับใช้ประทับกับพระปรมาภิไธยในต้นเอกสารสำคัญส่วนพระองค์พระมหากษัตริย์ไม่เกี่ยวด้วยราชการแผ่นดิน เช่น ประทับในประกาศนียบัตรเหรียญรัตนาภรณ์ เป็นต้น
ครุยวิทยฐานะ
แต่เดิมนั้นวิทยาลัยครูผลิตเฉพาะบัณฑิตระดับปริญญาตรี แต่พระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏ เปิดโอกาสให้สถาบันเปิดสอนได้จนถึงระดับปริญญาเอก ณ จุดนี้ทางสำนักงานสภาสถาบันราชภัฏจึงมีความเห็นว่าน่าจะปรับเปลี่ยนครุยปริญญาทุกระดับไปพร้อมกัน โดยจะตัดทำครุยแบบใหม่ตั้งแต่ปริญญาตรี โท และเอก
อีกเหตุผลหนึ่งครุยปริญญาใหม่นี้จะเป็นสิ่งแสดงถึงจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์จากวิทยาลัยครูสู่สถาบันราชภัฏด้วย
สำหรับแนวคิดในการออกแบบครุยวิทยฐานะนั้นคณะกรรมการออกแบบครุยวิทยฐานะของสถาบันราชภัฏได้ออกแบบให้สอดคล้องกับปรัชญาของสถาบัน และครุยควรจะมีรูปแบบอย่างไทย ๆ ดังเช่นของมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ คณะกรรมการจึกได้พิจารณาครุยจากสถาบันการศึกษาอื่น ๆ ที่มีลักษณะมีความเป็นสากลผสมผสานกับครุยของสภาการฝึกหัดครูเดิม และประยุกต์สร้างสรรค์เป็นครุยของสถาบันราชภัฏ นั่นคือ
ตัวเสื้อครุยทำด้วยผ้าหรือแพรสีดำเย็บเป้นเสื้อคลุม ตัวเสื้อผ่าอกตลอด แขนเสื้อกว้างและยาวตกข้อมือ ปลายแขนปล่อย มีสำรดรอบขอบ และที่ปลายแขน ส่วนสำรดต้นแขนเป็นสิ่งแสดงถึงระดับปริญญา และมีเข็มตราสถาบันราชภัฏประดับครุยด้วย
ส่วนสีที่ใช้บนแถบสำรดและบนเสื้อครุยนั้น ได้ใช้สีจากตราสถาบันราชภัฏ ซึ่งประกอบด้วย
สีทอง หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง
สีเขียว หมายถึง สถาบันราชภัฏที่มุ่งให้การศึกษาพัฒนาท้องถิ่น
สีน้ำเงิน หมายถึง สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีคุณูปการอันยิ่งใหญ่ไพศาลต่อสถาบันราชภัฏ
สำหรับแถบสีประจำสาขาวิชานั้น กำหนดไว้ดังนี้
แถบสีฟ้า หมายถึง บัณฑิตสาขาวิชาครุศาสตร์
แถบสีแสด หมายถึง บัณฑิตสาขาวิชาศิลปศาสตร์
แถบสีเหลือง หมายถึง บัณฑิตสาขาวิชาวิทยาศาสตร์
ภาพที่ ๖๒ ชุดครุยวิทยฐานะ สถาบันราชภัฏเพชรบุรี
พ.ศ. ๒๕๓๘ ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล ดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบันราชภัฏเพชรบุรีเป็นคนแรก และมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ปัญญา การพานิช ดำรงตำแหน่งอธิการบดี สถาบันราชภัฏเพชรบุรี เป็นคนแรก
ภาพที่ ๖๓ ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล นายกสภาสถาบันราชภัฏเพชรบุรี
ภาพที่ ๖๔ ผศ.ดร. ปัญญา การพาณิช อธิการบดี สถาบันราชภัฏเพชรบุรี คนแรก
ต่อมาในเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ เริ่มดำเนินการขอใช้พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมที่บ้านโป่งสลอด ตำบลหนองกะปุ อำเภอบ้านลาด ในการขยายพื้นที่จัดตั้งวิทยาเขต ตามระเบียบ เป็นลำดับขั้นตอน และ ได้ประกาศจัดตั้งคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเป็นการภายในซึ่งแยกการบริหารมาจากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งนับเป็นคณะที่ ๖ ของสถาบันราชภัฏเพชรบุรี
พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานนามอาคารหมู่เรือนไทย และหอประชุมว่า “หอวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ” พร้อมพระราชทานตราสัญลักษณ์งานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี ประดิษฐานที่ป้ายชื่ออาคารด้วย เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๙
ภาพที่ ๖๕ ป้ายหอวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ
และในปีนี้ได้รับงบประมาณให้ก่อสร้างอาคารศูนย์วิทยบริการ (หอสมุด) เป็นอาคาร ค.ส.ล. สูง ๖ ชั้น ตามสัญญาเลขที่ อ.๑/๒๕๓๙ ลงวันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๙ แล้วเสร็จเมื่อปี ๒๕๔๑
ภาพที่ ๖๖ อาคารบรรณราชนครินทร์
และเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้รับการอนุมัติให้ใช้พื้นที่จัดตั้งเป็นวิทยาเขตโป่งสลอด จากกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และทำการปักเขตล้อมรั้วและติดตั้งป้ายสถาบันฯ พร้อมกับการปลูกต้นไม้ในพื้นที่
พ.ศ. ๒๕๔๐ เปิดศูนย์การศึกษานอกสถานที่ตั้งขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่งที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยใช้สถานที่ของวิทยาลัยเทคนิคอำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในปีนี้ยังได้รับงบประมาณให้ก่อสร้างศูนย์วิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ แล้วเสร็จและส่งมอบงานในวันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้รับงบประมาณให้ก่อสร้างอาคารเรียนชั่วคราว 1 ชั้น (อาคารเรียน ๑๒) ก่อสร้างระหว่างวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๐ ถึง วันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ นอกจากนี้คณะกรรมการสภาสถาบันราชภัฏ (ค.ส.ส.) ได้จัดทำร่างการแบ่งส่วนราชการใหม่ โดยคณะวิชาเกษตรและอุตสาหกรรมเปลี่ยนชื่อเป็นคณะเทคโนโลยีการเกษตร แต่ไม่เป็นทางการเนื่องจากยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการข้าราชการครู (อ.ก.ค.) กระทรวง (ติดมติคณะรัฐมนตรี)
พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าฯ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานต้นกล้ามะฮอกกานีที่บริเวณริมแม่น้ำเพชรบุรี ฝั่งพระรามราชนิเวศน์ รับพระราชทานโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ปัญญา การพานิช เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ แล้วนำมาปลูกที่บริเวณสวนด้านข้างอาคารภูมิแผ่นดิน
ภาพที่ ๖๗ แผนผังวิทยาเขตโป่งสลอด
ภาพที่ ๖๘ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชทานต้นกล้ามะฮอกกานี แก่ ผศ. ดร. ปัญญา การพานิช อธิการบดีสถาบันราชภัฏเพชรบุรี
ภาพที่ ๖๙ ผศ. ดร. ปัญญา การพานิช และคณะ ร่วมกันปลูกต้นมะฮอกกานีพระราชทาน
ในปีนี้ได้เปิดสอนระดับบัณฑิตศึกษา สาขาการบริหารการศึกษา นอกจากนี้ยังมีการลงนามความร่วมมือระหว่าง ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล นายกสภาสถาบันราชภัฏเพชรบุรี กับนายวีระวัฒน์ ชลายน ผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยในการจัดทำผังแม่บทวิทยาเขตโป่งสลอด เมื่อวันที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑
พ.ศ. ๒๕๔๒ เปลี่ยนชื่อคณะเกษตรและอุตสาหกรรม เป็นคณะเทคโนโลยีการเกษตร ตามพระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏ พ.ศ. 2538 และมีการจัดตั้งคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการแบ่งส่วนราชการในสถาบันราชภัฏเพชรบุรี พ.ศ. ๒๕๔๒ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ นอกจากนี้ยังมีพิธีสมโภชมณฑปประดิษฐานพระบรมมหามุนี หลังจากทำการบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่แล้ว เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๒
พ.ศ. ๒๕๔๓ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ มาเปิดอาคารหอวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ และทรงเจิมแผ่นศิลาฤกษ์ อาคาร ๑๔ ณ สำนักศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฏเพชรบุรี เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๓
ภาพที่ ๗๐ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ยามบรมราชกุมารี ทรงเจิมแผ่นศิลาฤกษ์
อาคารวิทยาภิรมย์ (อาคาร ๑๔)
ในปีนี้ได้เปิดสอนระดับบัณฑิตศึกษา สาขายุทธศาสตร์การพัฒนา และมีพิธีรับมอบผังแม่บทวิทยาเขตโป่งสลอด จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ณ หอวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๓ นอกจากนี้ได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารวิทยาภิรมย์ (อาคาร ๑๔) ใช้เป็นอาคารเรียนรวม สำนักส่งเสริมวิชาการฯ และสำนักงานอธิการบดี ระหว่างวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๓ ถึงวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๔๕
ภาพที่ ๗๑ อาคาร ๑๔ “อาคารวิทยาภิรมย์”
ก่อสร้างอาคารที่พักสำหรับอาจารย์ เป็นอาคาร ค.ส.ล. สูง ๓ ชั้น ระยะเวลาตั้งแต่วันเริ่มสัญญาครั้งที่ ๑ วันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ แล้วเสร็จหรือสิ้นสุดสัญญาครั้งที่ ๒ วันที่ ๕ มกราคม ๒๕๔๖
พ.ศ. ๒๕๔๔ ก่อสร้างอาคารเรียนและปฏิบัติการอุตสาหกรรม สูง ๕ ชั้น สิ้นสุดสัญญาวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๗
ภาพที่ ๗๒ อาคารคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม
พ.ศ. ๒๕๔๕ สมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนาฯ ทรงพระราชทานนามอาคารหอสมุดแก่สถาบันราชภัฏ ๓๕ แห่ง ว่า “บรรณราชนครินทร์” เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ณ จังหวัดน่าน ซึ่งสถาบันราชภัฏเพชรบุรี ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็น ๑ ใน ๓๕ แห่งดังกล่าว และในปีนี้เปิดสอนระดับบัณฑิตศึกษา สาขาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม
พ.ศ. ๒๕๔๖ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เอกศักดิ์ บุตรลับ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี สถาบันราชภัฏเพชรบุรี แทน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ปัญญา การพาณิช ที่ครบวาระการบริหารงาน
และเปิดสอนระดับบัณฑิตศึกษา สาขาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา และสาขาการศึกษาปฐมวัย
พ.ศ. ๒๕๔๗ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าต่อชาวราชภัฏเพชรบุรี พระราชทานนามอาคาร ๑๔ ว่า “อาคารวิทยาภิรมย์” ตามหนังสือสำนักราชเลขาธิการ ที่ รล ๐๐๐๘/๕๓๔๑ ลงวันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
บรรรณานุกรม
ชำนาญ งามสมบัติ และคณะ (๒๕๔๗). ประวัติอาคารมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี. เพชรบุรี : มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี.
มหาวิทยาลัยร่าชภัฏเพชรบุริ (๒๕๕๑). ตาลล้านต้น. เพชรบุรี : มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี.
สถาบันราชภัฏเพชรบุรี (๒๕๓๗-๒๕๔๖). คู่มือนักศึกษา สถาบันราขภัฏเพชรบุรี. เพชรบุรี : สถาบันราชภัฏเพชรบุรี.
สถาบันราชภัฏเพชรบุรี (๒๕๔๑). รายงานประจำปี ๒๕๔๑ สถาบันราชภัฏเพชรบุรี.
สถาบันราชภัฏเพชรบุรี (๒๕๔๓). พิธีรับมอบผังแม่บทวิทยาเขตสถาบันราชภัฏเพชรบุรี จาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย. เพชรบุรี: สถาบันราชภัฏเพชรบุรี.
คณะกรรมการศึกษาประวัติศาสตร์ และพัฒนาการของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี (๒๕๕๙). ๙๐ ทศวรรษ โรงเรียนฝึกหัดครูสู่มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี. เพชรบุรี : มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี.